<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บราห์มา กุมารี &#124; Brahma Kumaris NewLotusCenter</title>
	<atom:link href="https://www.shivasomkorat.org/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.shivasomkorat.org</link>
	<description>มหาวิทยาลัยทางจิตของโลก</description>
	<lastBuildDate>Tue, 20 Feb 2018 08:42:47 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.1.41</generator>
	<item>
		<title>Music for Meditation #01</title>
		<link>https://www.shivasomkorat.org/music-for-meditation-01/</link>
		<comments>https://www.shivasomkorat.org/music-for-meditation-01/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Oct 2013 10:16:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[newlotusor]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[meditation]]></category>
		<category><![CDATA[music]]></category>
		<category><![CDATA[เพลง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.shivasomkorat.org/?p=118</guid>
		<description><![CDATA[Music for Meditation #01]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>Music for Meditation #01</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.shivasomkorat.org/music-for-meditation-01/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีเผชิญการทำลายล้าง</title>
		<link>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/</link>
		<comments>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Oct 2013 19:40:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[newlotusor]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[หลักสูตรความรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.shivasomkorat.org/?p=72</guid>
		<description><![CDATA[               เมื่อวงจรละครโลกได้มาถึงเวลาแห่งการก่อตั้งโลกใหม่(โลกสวรรค์) เมื่อนั้นโลกเก่าก็ต้องถูกทำลาย การทำลายล้างโลกเก่ายุคเหล็กซึ่งเป็นโลกแห่งกิเลสนั้นเป็นสิ่งจำเป็น   ไม่เช่นนั้น ความสงบสุขที่สมบูรณ์ยาวนานก็ไม่สามารถกลับคืนมาสู่โลกนี้ได้    เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดนี้จะทำลายพลังชั่วร้ายทั้งมวลและเป็นการชำระล้างวัตถุธาตุธรรมชาติทั้งห้าด้วย  ความจริงแล้วมันคือคุณประโยชน์ที่ซ่อนเร้น  เพราะได้ช่วยปลดปล่อยดวงวิญญาณให้หลุดจากทุกขเวทนาแสนสาหัสจากโลกเก่ายุคเหล็กนี้                   ภารกิจของพระเจ้าคือ การชำระดวงวิญญาณให้บริสุทธิ์เมื่อโลกได้จมลงสู่ก้นบึ้งของสภาวะที่ไร้ศีลธรรม  ท่านจะก่อสร้างโลกที่ถูกต้องขึ้นและทำลายล้างโลกที่ไม่เป็นธรรม     มนุษยชาติจะไม่ถูกฆ่าตายจนหมดสิ้นในสงครามนิวเคลียร์อย่างที่หลายคนหวาดกลัว แต่ประชากรมนุษย์จะเหลือน้อยมาก ดวงวิญญาณที่ผ่านการชำระล้างขัดเกลาตนเองด้วยความเพียร  โดยการฝึกฝน ราชโยคะ มาแล้วเท่านั้นจะได้ลงมาจากโลกวิญญาณและกลายเป็นเทพในยุคทองเพื่อเสวยสุขบนโลกสวรรค์ที่สร้างขึ้นใหม่   ส่วนดวงวิญญาณที่เหลือจะกลับไปยังโลกวิญญาณ  แต่จะต้องถูกชำระบาปของตนเสียก่อน ผ่านการลงโทษโดยท่านธรรมราช     และจะอยู่ในโลกวิญญาณที่เงียบสงัด จนกว่าจะได้เวลาลงมาเล่นบทบาทในโลกกายหยาบของวงจรถัดไป       ดังนั้น   มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากการทำลายล้างก็คือ การศึกษาความรู้ของราชโยคะ  ด้วยการฝึกฝนสำนึกเป็นดวงวิญญาณ  และมีโยคะกับพระเจ้า และเรียนความรู้กับท่านโดยตรง สิ่งนี้จะเป็นเครื่องมือเพื่อปลดเปลื้องบาปช่วยบรรเทาความทุกข์ยาก    และสามารถจะเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายได้อย่างปราศจากความกลัว  และด้วยความแข็งแกร่ง               เสียงกลองแห่งสัญญาณเตือนได้ถูกตีดังขึ้นๆๆ เหมือนที่เคยเป็นมา มันเป็นเสียงกลองแห่งความรัก ความเมตตาจากผู้ที่อยู่สูงสุดที่ส่งมาถึงลูกๆอย่างต่อเนื่อง และบัดนี้เสียงนั้นยิ่งดังชัดเจนไปทั่วทั้งโลก จนหมดข้อสงสัยใดๆ  &#8230; <a href="https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/body_road_1.png"><img class="size-full wp-image-146 aligncenter" alt="body_road_1" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/body_road_1.png" width="750" height="1071" /></a></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000000;">               เมื่อวงจรละครโลกได้มาถึงเวลาแห่งการก่อตั้งโลกใหม่(โลกสวรรค์) เมื่อนั้นโลกเก่าก็ต้องถูกทำลาย การทำลายล้างโลกเก่ายุคเหล็กซึ่งเป็นโลกแห่งกิเลสนั้นเป็นสิ่งจำเป็น   ไม่เช่นนั้น ความสงบสุขที่สมบูรณ์ยาวนานก็ไม่สามารถกลับคืนมาสู่โลกนี้ได้    เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดนี้จะทำลายพลังชั่วร้ายทั้งมวลและเป็นการชำระล้างวัตถุธาตุธรรมชาติทั้งห้าด้วย  ความจริงแล้วมันคือคุณประโยชน์ที่ซ่อนเร้น  เพราะได้ช่วยปลดปล่อยดวงวิญญาณให้หลุดจากทุกขเวทนาแสนสาหัสจากโลกเก่ายุคเหล็กนี้   </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000000;">               ภารกิจของพระเจ้าคือ การชำระดวงวิญญาณให้บริสุทธิ์เมื่อโลกได้จมลงสู่ก้นบึ้งของสภาวะที่ไร้ศีลธรรม  ท่านจะก่อสร้างโลกที่ถูกต้องขึ้นและทำลายล้างโลกที่ไม่เป็นธรรม     มนุษยชาติจะไม่ถูกฆ่าตายจนหมดสิ้นในสงครามนิวเคลียร์อย่างที่หลายคนหวาดกลัว แต่ประชากรมนุษย์จะเหลือน้อยมาก ดวงวิญญาณที่ผ่านการชำระล้างขัดเกลาตนเองด้วยความเพียร  โดยการฝึกฝน<b> ราชโยคะ </b>มาแล้วเท่านั้นจะได้ลงมาจากโลกวิญญาณและกลายเป็นเทพในยุคทองเพื่อเสวยสุขบนโลกสวรรค์ที่สร้างขึ้นใหม่   ส่วนดวงวิญญาณที่เหลือจะกลับไปยังโลกวิญญาณ  แต่จะต้องถูกชำระบาปของตนเสียก่อน ผ่านการลงโทษโดยท่านธรรมราช     และจะอยู่ในโลกวิญญาณที่เงียบสงัด จนกว่าจะได้เวลาลงมาเล่นบทบาทในโลกกายหยาบของวงจรถัดไป       ดังนั้น   มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากการทำลายล้างก็คือ การศึกษาความรู้ของราชโยคะ  ด้วยการฝึกฝนสำนึกเป็นดวงวิญญาณ  และมีโยคะกับพระเจ้า และเรียนความรู้กับท่านโดยตรง สิ่งนี้จะเป็นเครื่องมือเพื่อปลดเปลื้องบาปช่วยบรรเทาความทุกข์ยาก    และสามารถจะเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายได้อย่างปราศจากความกลัว  และด้วยความแข็งแกร่ง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000000;">              เสียงกลองแห่งสัญญาณเตือนได้ถูกตีดังขึ้นๆๆ เหมือนที่เคยเป็นมา มันเป็นเสียงกลองแห่งความรัก ความเมตตาจากผู้ที่อยู่สูงสุดที่ส่งมาถึงลูกๆอย่างต่อเนื่อง และบัดนี้เสียงนั้นยิ่งดังชัดเจนไปทั่วทั้งโลก จนหมดข้อสงสัยใดๆ  แต่ทว่า&#8230;เสียงคลื่นแห่งสัจจะนี้ก็ไม่อาจดังเข้าไปถึงภายในจิตใจของผู้คนส่วนใหญ่ได้  พระเจ้ากล่าวว่า  “ตามละครโลกแล้ว จะมีลูกๆเพียงหยิบมือเดียว  จากผู้คนกว่า 6,500 ล้าน ที่จะเข้าใจสิ่งนี้ และจะได้รับการหลบภัยมาอยู่กับพ่อ”</span></p>
<p style="text-align: justify;"> <a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/z1.jpg"><img class="alignnone size-large wp-image-1448" alt="z1" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/z1.jpg" width="274" height="213" /></a> <a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Russia-Nuclear-Missile.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-1452" alt="Russia-Nuclear-Missile" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Russia-Nuclear-Missile.jpg" width="404" height="227" /></a></p>
<p style="text-align: justify;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/article-0-0271899900000578-384_468x286.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-1450" alt="article-0-0271899900000578-384_468x286" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/article-0-0271899900000578-384_468x286.jpg" width="338" height="208" /></a> <a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/af9e98d0-068d-46ed-909f-21539c0452f2.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-1449" alt="af9e98d0-068d-46ed-909f-21539c0452f2" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/af9e98d0-068d-46ed-909f-21539c0452f2.jpg" width="348" height="217" /></a></p>
<p style="text-align: justify;">          <span style="color: #ff0000;">จงเปิดตาและจิตใจของท่านให้เห็นถึงความจริงเถิด   <span style="text-decoration: underline;">แม้เป็นเรื่องที่คุณไม่อยากรับรู้ หรืออยากปฏิเสธซึ่งความจริงก็ตาม   ไม่ว่าจะอย่างไร วงจรโลกที่แสนอัศจรรย์นี้ก็จะต้องดำเนินไปในหนทางของมันอย่างแน่นอน</span> !   ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เกี่ยวเนื่องกับความลี้ลับของ  วงจรเวลาโลก (World Cycle)  ที่หมุนวนซ้ำรอยเดิมทุกๆ 5000ปี  และการอวตารลงมาของพระเจ้าในยุคแห่งการบรรจบพบกัน ระหว่างยุคที่มนุษย์ตกต่ำถึงขีดสุด กับ ยุคแห่งสวรรค์ที่มนุษย์จะกลับมาบริสุทธิ์สูงส่งอีกครั้ง   เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้ที่ลี้ลับสุดยอดนั่นก็คือ <b>ราชโยคะ</b> ที่พระเจ้าได้ลงมาสอน  ให้เราได้เพียรศึกษาและฝึกปฏิบัติเพื่อกลับมาสู่ความบริสุทธิ์อีกครั้ง และสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ที่เลวร้ายไปได้อย่างปราศจากความกลัวและยังได้รับโชคอันยิ่งใหญ่ที่รออยู่หลังการทำลายล้าง หากคุณเป็นดวงวิญญาณเพียงหยิบมือเดียวท่ามกลางดวงวิญญาณหลายพันล้านดวงแล้ว ก็จงรู้ไว้เถิดว่าคุณนั้นเป็นผู้ที่มีโชคมหาศาลที่ได้รับจากพระเจ้าผู้เป็นพ่อสูงสุด ดวงวิญญาณสูงสุด!   </span></p>
<h2 style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;">         ดังนั้น จงเร่งฝึกฝนราชโยคะ(Raja Yoga) โยคะกับผู้ที่เป็นพระเจ้าสูงสุด ดวงวิญญาณสูงสุด และนี่คือหนทางเดียวที่จะเผชิญกับการทำลายล้างโลกกลียุคนี้ได้</span></h2>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สามโลกคืออะไร</title>
		<link>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/</link>
		<comments>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Oct 2013 19:29:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[newlotusor]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[หลักสูตรความรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.shivasomkorat.org/?p=70</guid>
		<description><![CDATA[             ในหลายๆศาสนาต่างกล่าวอ้างถึง สามโลก ตรีโลก ไตรโลก ฯลฯ กันทั้งสิ้น แต่ไม่มีผู้ใดเข้าใจความหมายของคำว่า สามโลก รวมถึงรายละเอียดของทั้งสามโลกได้อย่างละเอียดถูกต้อง จึงทำให้หลายศาสนาต่างตีความไปว่า มีโลกนรกอยู่ใต้ดิน มีโลกสวรรค์อยู่บนท้องฟ้า ทั้งนรกและสวรรค์ต่างดำรงอยู่ในห้วงเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังมีพรหมโลก ปรโลก หรือดินแดนนิรวารซึ่งเป็นดินแดนแห่งความสงบที่ปราศจากซึ่งวัตถุใดๆ และเชื่อว่าการจะบรรลุถึงสภาวะสูงสุดหรือการหลุดพ้นได้ก็ด้วยการทำความเพียรทางจิตเพื่อจะได้หลอมรวมเข้ากับดินแดนนิรวารแห่งนี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับชาติมาเกิดอีก ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ไม่เป็นไปตามกฎ!ความเชื่อถือศรัทธาเช่นนี้ได้สร้างความสับสนอย่างใหญ่หลวงให้กับมวลมนุษย์ เป็นเหตุให้การทำความเพียรอย่างหนักทางจิตวิญญาณที่ผ่านมาไม่มีใครจะบรรลุถึงสิ่งสูงสุดได้อย่างแท้จริง หรือแม้แต่จะนำมาซึ่งความสงบสันติทางจิตวิญญาณสู่ผู้ปฏิบัติหรือมาสู่มนุษย์โลกได้ ซึ่งเราสามารถเห็นได้จากสภาวการณ์ของโลกที่ตกต่ำลงทุกวัน จนบัดนี้ตกต่ำถึงขีดสุดของความไร้ซึ่งศีลธรรมแล้ว นั่นเพราะการขาดความรู้ที่ถูกต้องของคำว่า สามโลก ทำให้ไม่รู้จักพ่อสูงสุดดวงวิญญาณสูงสุดว่าท่านเป็นใคร? ท่านสถิตอยู่ ณ สถานที่ใด? และรายละเอียดอันแท้จริงของ โลกวิญญาณ ว่ามีองค์ประกอบสำคัญเช่นไร ทำไมมนุษย์จึงต้องรู้จักบ้านของท่านและเป็นบ้านของดวงวิญญาณทุกดวงด้วย พระเจ้าได้ลงมาและมาสอนความรู้แก่เราว่า สามโลกนั้นประกอบไปด้วย 1.โลกวัตถุCorporeal World(โลกกายหยาบที่มนุษย์อาศัยอยู่ที่ประกอบไปด้วยทั้งโลกและดวงดาวทั้งหลาย หรืออาจเรียกโลกนี้ว่าTalkieโลกที่สื่อสารด้วยเสียงหรือด้วยการพูดจา) 2.โลกละเอียดอ่อนSubtle &#8230; <a href="https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/WG1.png"><img class=" wp-image-285 aligncenter" alt="WG1" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/WG1.png" width="555" height="717" /></a></p>
<p align="justify">             <span style="color: #000000;">ในหลายๆศาสนาต่างกล่าวอ้างถึง สามโลก ตรีโลก ไตรโลก ฯลฯ กันทั้งสิ้น แต่ไม่มีผู้ใดเข้าใจความหมายของคำว่า สามโลก รวมถึงรายละเอียดของทั้งสามโลกได้อย่างละเอียดถูกต้อง จึงทำให้หลายศาสนาต่างตีความไปว่า มีโลกนรกอยู่ใต้ดิน มีโลกสวรรค์อยู่บนท้องฟ้า ทั้งนรกและสวรรค์ต่างดำรงอยู่ในห้วงเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังมีพรหมโลก ปรโลก หรือดินแดนนิรวารซึ่งเป็นดินแดนแห่งความสงบที่ปราศจากซึ่งวัตถุใดๆ และเชื่อว่าการจะบรรลุถึงสภาวะสูงสุดหรือการหลุดพ้นได้ก็ด้วยการทำความเพียรทางจิตเพื่อจะได้หลอมรวมเข้ากับดินแดนนิรวารแห่งนี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับชาติมาเกิดอีก ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ไม่เป็นไปตามกฎ!ความเชื่อถือศรัทธาเช่นนี้ได้สร้างความสับสนอย่างใหญ่หลวงให้กับมวลมนุษย์ เป็นเหตุให้การทำความเพียรอย่างหนักทางจิตวิญญาณที่ผ่านมาไม่มีใครจะบรรลุถึงสิ่งสูงสุดได้อย่างแท้จริง หรือแม้แต่จะนำมาซึ่งความสงบสันติทางจิตวิญญาณสู่ผู้ปฏิบัติหรือมาสู่มนุษย์โลกได้ ซึ่งเราสามารถเห็นได้จากสภาวการณ์ของโลกที่ตกต่ำลงทุกวัน จนบัดนี้ตกต่ำถึงขีดสุดของความไร้ซึ่งศีลธรรมแล้ว นั่นเพราะการขาดความรู้ที่ถูกต้องของคำว่า สามโลก ทำให้ไม่รู้จักพ่อสูงสุดดวงวิญญาณสูงสุดว่าท่านเป็นใคร? ท่านสถิตอยู่ ณ สถานที่ใด? และรายละเอียดอันแท้จริงของ โลกวิญญาณ ว่ามีองค์ประกอบสำคัญเช่นไร ทำไมมนุษย์จึงต้องรู้จักบ้านของท่านและเป็นบ้านของดวงวิญญาณทุกดวงด้วย พระเจ้าได้ลงมาและมาสอนความรู้แก่เราว่า สามโลกนั้นประกอบไปด้วย</span> <span style="color: #ff0000;">1.โลกวัตถุCorporeal World(โลกกายหยาบที่มนุษย์อาศัยอยู่ที่ประกอบไปด้วยทั้งโลกและดวงดาวทั้งหลาย หรืออาจเรียกโลกนี้ว่าTalkieโลกที่สื่อสารด้วยเสียงหรือด้วยการพูดจา)</span> <span style="color: #ff0000;">2.โลกละเอียดอ่อนSubtle World (เรียกโลกนี้ว่า โลกที่มีอาณาเขตละเอียดอ่อน ไร้เสียง จึงอาจเรียกโลกนี้ว่า Movie โลกแห่งร่างกายละเอียด) และ 3.โลกที่ปราศจากร่างIncorporeal World (คือโลกวิญญาณ,บราห์มโลก – พรหมโลก, ปรโลก, ดินแดนนิรวาร ฯลฯ เป็นโลกที่ปราศจากร่างกายไม่มีวัตถุธาตุและปราศจากซึ่งเสียงใดๆ นี่คือบ้านของพระเจ้าและเป็นบ้านดั้งเดิมของดวงวิญญาณมนุษย์ทุกดวง)</span> <span style="color: #000000;">และทั้งสามโลกนี้รวมทั้งหมดก่อตั้งเป็นจักรวาล หรือเรียกว่า</span> <span style="color: #0000ff;">ตรีโลก</span></p>
<h3> </h3>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/WG2.png"><img class=" wp-image-286 aligncenter" alt="WG2" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/WG2-660x1024.png" width="513" height="706" /></a></p>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;"><strong>โลกวิญญาณ(ที่อยู่อันสูงส่งของพระเจ้า)</strong></span></h2>
<p style="text-align: justify;">            ได้มีการอธิบายกันว่า “พระเจ้านั้นมีหนึ่งเดียว” และยังบอกต่อว่า พระเจ้านั้นมีรูป รูปที่เป็นจุดแสงที่แสนเล็กสุกใสรุ่งโรจน์ และท่านสถิตอยู่ ณ ที่ใดกัน?  ในความรู้วิทยาศาสตร์ทางโลกได้พิสูจน์แล้วว่า สรรพสิ่งที่มีรูป(form) ล้วนจะต้องมีพื้นที่ให้สิ่งนั้นดำรงอยู่(space)  จิตวิญญาณสูงสุดผู้เป็นพระเจ้าที่อยู่เหนือความรู้และความเข้าใจด้วยสติปัญญาของมนุษย์นั้น อาศัยอยู่ใน <span style="color: #ff0000;">บราห์มโลก (Bramhmlok)-พรหมโลก, ปรโลก (Parlok), พารามธรรม (Paramdham) </span> โลกวิญญาณนี้เป็นโลกที่ปราศจากร่าง เป็นที่อยู่ดั้งเดิมที่แท้จริงของดวงวิญญาณมนุษย์ทั้งหมด เป็นที่ที่ดวงวิญญาณมนุษย์ได้จากมาและลงมาเล่นบทบาทของตนในโลกมนุษย์ที่เป็นโลกแห่งวัตถุ โลกวิญญาณนี้เป็นอาณาเขตสูงสุดของทั้งสามโลก อยู่เหนือโลกละเอียดอ่อน<span style="color: #0000ff;">(อันเป็นที่อยู่ของบราห์มา วิษณุและชางก้า &#8211; ดูภาพประกอบของสามโลก)</span> ที่ที่ปราศจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดวงดาว มนุษย์เราไม่สามารถจะมองเห็นอาณาเขตแห่งนี้ได้ด้วยตาหยาบ แม้จะใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดๆก็ไม่อาจมองเห็นได้ สถานที่แห่งนี้เป็นที่อยู่ของพระเจ้าชีว่า และถูกเรียกว่า ชีว่าบุรี ด้วย   เมื่อพระเจ้าอาศัยอยู่ในอาณาเขตสูงสุดนี้ ท่านได้รับการเรียกขานว่า “ปร บราห์ม ปรเมศวร” (Parbrahm Parmeshwar) ซึ่งหมายถึง ผู้เป็นพ่อสูงสุดที่อยู่เหนือความรู้และความเข้าใจด้วยสติปัญญาของมนุษย์</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ โลกวิญญาณ หรือพารามธรรม แห่งนี้คือสถานที่ซึ่งแผ่ซ่านปกคลุมไปด้วยธาตุที่หก ซึ่งเป็นธาตุแสงที่ไม่มีชีวิตแต่ละเอียดอ่อนเป็นสีแดงทองเปล่งประกายเจิดจ้าและถูกเรียกว่าธาตุ<span style="color: #ff0000;"> “บราห์ม”(Brahm-ออกเสียงว่า “บัม” )</span> เป็นธาตุที่มีความบริสุทธิ์สูงสุด สถานที่แห่งนี้จึงไม่มีวัตถุธาตุหยาบใดๆหรือสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ใดๆจะผ่านเข้าไปยังโลกแห่งนี้ได้ เพราะปกคลุมไปด้วยธาตุบราห์มนี้เอง สถานที่นี้จึงถูกเรียกว่า <span style="color: #ff0000;">“บราห์มโลก” (โลกที่มีธาตุ“บราห์ม” แต่ชาวพุทธมักเพี้ยนเสียงไปเรียกว่า “พรหม” และ “พรหมโลก”) </span>ดังนั้นธาตุ “บราห์ม หรือ พรหม” นั้นเป็นธาตุที่หกที่ปกคลุมแผ่ซ่านอยู่ในโลกวิญญาณนี้ ซึ่งธาตุบราห์มไม่ใช่พระเจ้าแต่อย่างใด ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องทำความเพียรทางจิตเพื่อมาหลอมรวมกับธาตุบราห์มนี้ ซึ่งธาตุบราห์มนี้ก็มีความแตกต่างจาก “บราห์มา” และก็แตกต่างสภาวะของพระเจ้าด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">         ในโลกวิญญาณที่แผ่ซ่านไปด้วยธาตุบราห์มนี้ ดวงวิญญาณทั้งหมดที่อยู่ในโลกวิญญาณจะถูกกำหนดแบ่งแยกไว้เป็นกลุ่มอย่างดีตามความบริสุทธิ์ของดวงวิญญาณ ดวงวิญญาณทั้งหมดจะสถิตอยู่ในลักษณะเหมือนรูปของต้นไม้กลับหัว และ ณ จุดสูงสุดของกลุ่มดวงวิญญาณทั้งหมด นั่นคือ ดวงวิญญาณสูงสุด หรือพระเจ้าผู้เป็นพ่อซึ่งรู้จักกันในชื่อที่หลากหลาย เช่น ชีว่า ยะโฮวา อัลลาห์ และอื่นๆมากมาย ณ ที่นี้ไม่มีสสารวัตถุที่หยาบ และเมื่อไม่มีสสารที่เป็นวัตถุใดๆ ที่นี่จึงไม่มีการกระทำใดๆทุกชนิด ดวงวิญญาณผู้เป็นพ่อสูงสุดจะอยู่กับลูกๆดวงวิญญาณทั้งหมดในสภาวะนิ่งสงบอยู่ชั่วคราว หรืออยู่ในสภาวะที่พักผ่อนอยู่ด้วยความปีติสุขเพียงอย่างเดียว ไม่มีอารมณ์อื่นใดปรากฏอยู่ ณ ที่นี้ นี่คือ <span style="color: #ff0000;">“โลกแห่งความเงียบ” (สันติธรรม) </span>ดวงวิญญาณทั้งหมดจะอยู่ในสภาวะของ <span style="color: #ff0000;">“มุคตี” (สภาวะของการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ หรือ สภาวะหลุดพ้น หรือ สภาวะกู้กลับคืนมาให้ดีดังเดิม)</span> ดังนั้นสถานที่นี้จึงถูกเรียกว่า <span style="color: #ff0000;">“มุคตีธรรม”(โลกของการหลุดพ้น ที่ที่ดวงวิญญาณมนุษย์ทุกดวงอยู่ในสภาวะของความสงบและปลดปล่อยให้เป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ในบ้านเกิดดั้งเดิมของตน)</span> และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม หลายศาสนาจึงมีความเชื่อว่า การบรรลุซึ่งสิ่งสูงสุดคือการทำให้ดวงวิญญาณของตนได้ไปหลอมรวมกับพรหมโลก, ปรโลก หรือเข้าถึงนิพพาน ก็ด้วยปรารถนาที่จะได้รับความสงบอันเป็นคุณสมบัติดั้งเดิมของตนนั่นเอง แต่พวกมนุษย์กลับหลงลืมและไม่รู้จักผู้ที่อยู่สูงสุดผู้เป็นจ้าวแห่งสามโลกนี้และไม่รู้ถึงรายละเอียดที่แท้จริงของโลกทั้งสามด้วย แล้วมนุษย์ทั้งหลายจะบรรลุถึงสิ่งที่ปรารถนาได้อย่างไร พระเจ้ากล่าวว่า จะไม่มีดวงวิญญาณมนุษย์ผู้ใดจะสามารถหรือทำความเพียรให้บรรลุกลับไปสู่ยังโลกวิญญาณแห่งนี้ได้ ตราบใดที่วงจรของเวลาโลกยังไม่จบสิ้นลง!</p>
<p style="text-align: justify;">        เมื่อใดที่การทำลายล้างโลกเก่านี้จบสิ้นลง ดวงวิญญาณมนุษย์ทั้งหมดก็จะต้องกลับมายังโลกวิญญาณซึ่งเป็นบ้านแห่งความสงบสันติ เงียบสงัด และเมื่อโลกใหม่ที่บริสุทธิ์ก่อตั้งขึ้น เมื่อนั้นดวงวิญญาณแต่ละดวงก็จะลงมาเล่นบทบาทบนโลกแห่งกายหยาบนี้อีกครั้งตามวงจรโลก และจะลงมายังโลกตามลำดับของความบริสุทธิ์ซึ่งดวงวิญญาณแต่ละดวงได้กระทำความเพียรไว้ในยุคบรรจบพบกัน อย่างแน่นอนและอย่างมีระเบียบ</p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/WG3.png"><img class=" wp-image-287 aligncenter" alt="WG3" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/WG3-673x1024.png" width="513" height="734" /></a></p>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;"><strong>อาณาเขตละเอียดอ่อน (SUBTLE WORLD)</strong></span></h2>
<p style="text-align: justify;">           <span style="color: #000000;">ภายใต้โลกวิญญาณ หรือ พารามธรรมนั้นคือ โลกละเอียดอ่อน เป็นอาณาเขตที่ละเอียดอ่อนซึ่งห่อหุ้มโลกกายหยาบไว้ ที่นี่เป็นสถานที่ซึ่งเทพละเอียดทั้งสาม คือ บราห์มา วิษณุ และชางก้าร์ อาศัยอยู่ในอาเขตละเอียดอ่อนของตน เป็นสภาวะแห่งตรีมูรติเทพที่ประสานกันเป็นหนึ่งเดียวของการทำภารกิจเพื่อการสร้างผ่านบราห์มา การหล่อเลี้ยงโดยผ่านวิษณุ และการทำลายล้างผ่านชางก้าร์ เป็นโลกที่มีสภาวะเป็นร่างแสงที่ละเอียดอ่อน ร่างที่มีแสงสว่างหรือกายทิพย์ โลกนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นโลกแห่งการเคลื่อนไหว ณ ที่นี่เทพมีการกระทำ แต่สนทนาโดยไม่ได้ใช้เสียง เหมือนกับนักแสดงที่แสดงในภาพยนตร์ใบ้ มีเพียงแต่การเคลื่อนไหวแต่ไร้เสียง และโลกนี้สามารถเห็นได้ด้วยดวงตาที่สามเท่านั้น</span></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/WG4.png"><img class=" wp-image-288 aligncenter" alt="WG4" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/WG4-682x1024.png" width="513" height="695" /></a></p>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;"><strong>โลกวัตถุ</strong></span></h2>
<p style="text-align: justify;">              <span style="color: #000000;">ส่วนล่างสุดของภาพจะแสดงให้เห็นโลกที่มีตัวตนของมนุษย์ซึ่งพวกเราอาศัยอยู่ทุกวันนี้</span> <span style="color: #0000ff;">โลกที่เป็นสนามของการกระทำ (Karma &#8211; Kshetra)</span><span style="color: #000000;">ที่ซึ่งดวงวิญญาณใช้ร่างที่เป็นวัตถุธาตุของกระดูกและเลือดเนื้อเป็นเครื่องมือเพื่อเล่นบทบาทของตน ในโลกนี้มีทั้งการเคลื่อนไหวและการใช้เสียง มันถูกเรียกว่า</span> <span style="color: #0000ff;">โลกแห่งคำพูด(talkie)</span><span style="color: #000000;">ชีวิตที่ดวงวิญญาณใช้ในโลกนี้ จะสุขหรือทุกข์ขึ้นอยู่กับการกระทำในอดีตและการกระทำในปัจจุบัน หลักการคือท่านปลูกอะไร ท่านก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น จะใช้เป็นกฎในโลกนี้ ที่นี่ดวงวิญญาณมีประสบการณ์ของความสุขและความทุกข์ ความพอใจ และความเจ็บปวดโดยผ่านร่างกายที่เป็นวัตถุธาตุนี้</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วงจรละครโลก</title>
		<link>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81/</link>
		<comments>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Oct 2013 19:26:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[newlotusor]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[หลักสูตรความรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.shivasomkorat.org/?p=68</guid>
		<description><![CDATA[                  นอกเหนือจากวงจรของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติดังที่กล่าวมาแล้ว วงจรชีวิตของมนุษย์เราทุกคนก็เป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่มองเห็นได้ไม่ชัดเจนนักวงจรชีวิตของมนุษย์นั้นมีสองส่วนที่สำคัญคือร่างกายของมนุษย์(Body)ที่เปลี่ยนแปลงเสื่อมสลายอยู่ตลอดเวลา กับดวงวิญญาณ(Soul)ที่ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอมตะ ดวงวิญญาณเข้ามาใช้ร่างมนุษย์เพื่อเกิดมาเล่นบทบาทของตนเองตั้งแต่เป็นทารก  เด็ก วัยรุ่น หนุ่มสาว   ผู้ใหญ่แก่ชราและก็ตายจากร่างไปแล้วดวงวิญญาณก็ต้องกลับเข้าไปใช้ร่างใหม่อีกเป็นวัฏจักร                วงจรของเวลาบนโลก(Time Cycle)ที่ดำเนินอยู่อย่างแน่นอนก็มีอยู่ 4 ยุคเช่นกัน โดยจะหมุนวนซ้ำๆ อยู่ทุกๆ 5000 ปี ซึ่งวงจรนี้ถูกเปิดเผยโดยดวงวิญญาณสูงสุด  วงจรเวลาทั้ง 4 ยุคนี้คือ ยุคทอง(Golden Ages)  ยุคเงิน(Silver Ages)   ยุคทองแดง(Copper Ages) และ ยุคเหล็ก(Iron Ages)    เวลาในโลกขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่นี้กำลังอยู่ในช่วงสุดท้ายของยุคเหล็ก ซึ่งนับเป็นจุดสูงสุดของความโศกเศร้าทุกข์ทรมานเนื่องจากมนุษย์ยึดติดอยู่กับสำนึกของความเป็นร่างกาย และไม่นานยุคทองก็จะถูกก่อตั้งขึ้นมาอีกครั้งบนโลกโดยดวงวิญญาณสูงสุดหรือพระเจ้า ขอต้อนรับเข้าสู่ยุคแห่งความสงบสันติ ความมั่งคั่งและความสุข  ด้วยการเข้ามาสู่ความมีสำนึกที่เป็นดวงวิญญาณโดยผ่านสมาธิของราชโยคะ(Raja Yoga)                     ระยะเวลาโลกที่มนุษย์สมัยใหม่ยุควิทยาการทางวิทยาศาสตร์รุ่งเรืองมาเพียง &#8230; <a href="https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-141 aligncenter" alt="body_cycle_1" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/body_cycle_1.png" width="750" height="1722" /></p>
<p style="text-align: center;"><img class=" wp-image-1415 aligncenter" alt="v" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/v-893x1024.jpg" width="471" height="535" /></p>
<p>                  <span style="color: #000000;">นอกเหนือจากวงจรของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติดังที่กล่าวมาแล้ว วงจรชีวิตของมนุษย์เราทุกคนก็เป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่มองเห็นได้ไม่ชัดเจนนักวงจรชีวิตของมนุษย์นั้นมีสองส่วนที่สำคัญคือ<span style="color: #0000ff;">ร่างกายของมนุษย์(Body)</span>ที่เปลี่ยนแปลงเสื่อมสลายอยู่ตลอดเวลา กับ<span style="color: #0000ff;">ดวงวิญญาณ(Soul)</span>ที่ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอมตะ ดวงวิญญาณเข้ามาใช้ร่างมนุษย์เพื่อเกิดมาเล่นบทบาทของตนเองตั้งแต่เป็นทารก  เด็ก วัยรุ่น หนุ่มสาว   ผู้ใหญ่แก่ชราและก็ตายจากร่างไปแล้วดวงวิญญาณก็ต้องกลับเข้าไปใช้ร่างใหม่อีกเป็นวัฏจักร</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000000;">               <span style="color: #0000ff;">วงจรของเวลาบนโลก(Time Cycle)</span>ที่ดำเนินอยู่อย่างแน่นอนก็มีอยู่ 4 ยุคเช่นกัน โดยจะหมุนวนซ้ำๆ อยู่ทุกๆ 5000 ปี ซึ่งวงจรนี้ถูกเปิดเผยโดยดวงวิญญาณสูงสุด  วงจรเวลาทั้ง 4 ยุคนี้คือ <span style="color: #ff0000;">ยุคทอง(Golden Ages)  ยุคเงิน(Silver Ages)   ยุคทองแดง(Copper Ages) และ ยุคเหล็ก(Iron Ages) </span>   เวลาในโลกขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่นี้กำลังอยู่ในช่วงสุดท้ายของยุคเหล็ก ซึ่งนับเป็นจุดสูงสุดของความโศกเศร้าทุกข์ทรมานเนื่องจากมนุษย์ยึดติดอยู่กับสำนึกของความเป็นร่างกาย และไม่นานยุคทองก็จะถูกก่อตั้งขึ้นมาอีกครั้งบนโลกโดยดวงวิญญาณสูงสุดหรือพระเจ้า ขอต้อนรับเข้าสู่ยุคแห่งความสงบสันติ ความมั่งคั่งและความสุข  ด้วยการเข้ามาสู่ความมีสำนึกที่เป็นดวงวิญญาณโดยผ่าน<span style="color: #ff0000;">สมาธิของราชโยคะ(Raja Yoga)</span></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/v1.jpg"><img class=" wp-image-1416 aligncenter" alt="v1" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/v1.jpg" width="430" height="434" /></a></p>
<div>
<p style="text-align: justify;">                    ระยะเวลาโลกที่มนุษย์สมัยใหม่ยุควิทยาการทางวิทยาศาสตร์รุ่งเรืองมาเพียง 100 กว่าปีได้สร้างกฎเกณฑ์ความรู้ขึ้นมาเองว่า เวลาของโลกยาวนานเป็นล้านๆปีและเดินทางเป็นเส้นตรง แต่ความเป็นจริงนั้นมนุษย์ผู้ใดจะรู้ได้   ทฤษฎีทั้งหมดล้วนตั้งขึ้นเพื่อให้ผู้คนเดินตาม   มีแต่ผู้สร้างเท่านั้นที่รู้  หาใช่มนุษย์ผู้ถูกสร้างจะรู้ถึงสิ่งนี้ได้อย่างแท้จริงไม่!     ในความเป็นจริง โลกนี้เป็นนิรันดรและคงอยู่เสมอมาและจะคงอยู่ตลอดไป   โลกจะไม่มีวันถูกทำลายล้างจนหมดสิ้น    เวลานี้พระเจ้าได้อวตารลงมาบนโลกและท่านได้มาเปิดเผยความจริงสูงสุดให้พวกเราได้รับรู้ว่า     <span style="color: #ff0000;">วงจรของเวลาโลกได้หมุนวนมาตั้งแต่อนันตกาลและไม่ได้เดินผ่านเวลาเป็นเส้นตรงอย่างที่มนุษย์คาดเดาเอาเอง  พระเจ้าเปิดเผยว่าวงจรของโลกนั้นหมุนวนในทุกๆ 5,000 ปี ซึ่งประกอบไปด้วยยุคทั้งสี่      ยุคเริ่มต้นนั้นคือ ยุคทอง (สวรรค์)  ยุคเงิน   ยุคทองแดง และยุคเหล็ก (กลียุคสุดท้าย) ซึ่งในแต่ละยุคมีระยะเวลาแบ่งออกเป็น 1,250 ปี เท่าๆกัน</span></p>
</div>
<p style="text-align: justify;">                   <span style="color: #000000;">โดยพิจารณาดูที่สัญลักษณ์ของสวัสดิกะ วงจรโลกจะถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วนเท่าๆกัน โดยระยะเวลาของแต่ละยุคนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือองศาของความบริสุทธิ์และคุณธรรมของดวงวิญญาณมนุษย์เท่านั้นที่เปลี่ยนไป      พลังความบริสุทธิ์ของดวงวิญญาณที่ลดลงไปตามเวลาที่ผ่านไป  ส่งผลถึงช่วงชีวิตที่ดวงวิญญาณจะอาศัยอยู่ในร่างกายหยาบก็จะลดน้อยตามไปด้วย   กล่าวได้ว่า อายุเฉลี่ยของผู้ที่จะอยู่ในยุคทองนั้นจะมีอายุยืนยาวกว่าผู้ที่อยู่ในยุคเหล็กถึงสี่เท่า ขณะที่ผู้ที่อยู่ในยุคเงินจะมีอายุเป็นสามเท่าของยุคเหล็ก  และผู้ที่อยู่ในยุคทองแดงจะมีอายุยืนยาวกว่ายุคเหล็กเป็น 2 เท่า   พระเจ้าชีว่าได้เปิดเผยด้วยตัวท่านเองว่า วงจรโลกที่ครบสมบูรณ์ต้องใช้เวลา 5,000 ปี และหลังจากนั้นมันก็จะกลับมาหมุนซ้ำอีกครั้ง  ซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ  และอีกทั้งยังมีศาสนาหลักที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกศาสนาบนโลกนี้ที่เกิดในยุคทองและต่อเนื่องยุคเงินนั้น นั่นก็คือ  <span style="color: #ff0000;">ศาสนา อดิ สานาดาน เทวีเทวา ธรรมา (Adi Sanatan Devi Devta Dharma)</span>   ส่วนศาสนา อิสลาม  พุทธและคริสเตียน ทั้งสามศาสนามาเริ่มก่อตั้งขึ้นในยุคทองแดง  ภายหลังจากจบสิ้นยุคทองและยุคเงิน(สวรรค์)ที่ผ่านช่วงเวลาโลกมาแล้วกว่า 2,500 ปี ก่อนหน้ายุคทองแดง</span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/v2.jpg"><img class=" wp-image-1417 aligncenter" alt="v2" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/v2-739x1024.jpg" width="518" height="712" /></a></p>
<div style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">              <span style="color: #0000ff;"> (ภาพประกอบ) ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์โลกมีลักษณะเป็นละครที่ซ้ำรอยเดิมทุกกัลป(5,000ปี) โลกแห่งความมีตัวตนของมนุษย์กับละครโลกอันเป็นอมตะ ผู้กำกับและผู้สร้างของละครนี้คือ พระเจ้าชีว่า-ดวงวิญญาณสูงสุด  หนึ่งวงจรโลกที่ครบสมบูรณ์นั้นเรียกว่าหนึ่งกัลป  มีระยะเวลา 5,000 ปี  แบ่งกัลปออกเป็นสี่ช่วงๆละ 1,250 ปีเท่าๆกัน สี่ช่วงนี้แทนสี่ยุคหรือสี่สมัย ซึ่งเป็นที่รู้จักกัน คือ ยุคทอง ยุคเงิน ยุคทองแดง และยุคเหล็ก ช่วงสุดท้ายของยุคเหล็ก (กลียุค) เมื่อจบสิ้นและถูกทำลายล้างแล้วก็กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของยุคทอง (สัตยุค)   จะมียุครอยต่อระหว่างสองยุค ระหว่างยุคเหล็กและยุคทอง ซึ่งมีระยะเวลาสั้นๆเพียง100 ปี เรียกว่า “ยุคแห่งการบรรจบพบกัน” (Sangam Yuga) สังกัมยุค เป็นยุคที่พระเจ้าจะได้อวตารลงมากระทำการที่สูงส่งในการก่อตั้งโลกใหม่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งและก็ทำลายล้างโลกเก่าให้จบสิ้นด้วย</span></p>
<p>               <span style="color: #000000;">ดังนั้น ศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดของโลกที่แท้จริง นั่นคือ ศาสนาเทพ (ปัจจุบันได้ตกต่ำผ่านกาลเวลาจนกลายมาเป็นศาสนาฮินดูที่ไม่ได้มีความสูงส่งศักดิ์สิทธิ์เช่นเดิมอีกต่อไปแล้ว) ที่เริ่มต้นเกิดขึ้นมาก่อนจะมาถึงยุคทองแดงอีก 2,500 ปี ต่อมา และประชากรในยุคทอง ยุคแห่งการเริ่มต้นที่เป็นศาสนาแรกนั้น จะมีจำนวนประชากรน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในปัจจุบัน</span></p>
<h2><span style="color: #ff0000;">ยุคทอง (สัตยุค)</span></h2>
<pre><span style="color: #ff0000;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/v3.jpg"><img class=" wp-image-1418 aligncenter" alt="v3" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/v3.jpg" width="574" height="377" /></a>      <span style="color: #000000;"> 

       </span>เป็นยุคที่โลกอยู่ในสภาวะที่สมบูรณ์พร้อม โลกใหม่ที่ถูกสร้างโดยพระเจ้าชีว่าผ่านประชาบิตาบราห์มา  โลกที่บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส
อย่างสมบูรณ์  ธาตุทางธรรมชาติอยู่ในระเบียบที่ดีเลิศปราศจากความปั่นป่วนไม่มีหายนะใดๆไม่มีน้ำท่วม พายุทอร์นาโด เฮอริเคน ฯลฯ ไม่มี
อุบัติเหตุและความอดอยากยากแคลน  ไม่มีความปรารถนาใดๆ เพราะเพรียบพร้อมทุกอย่างอุดมสมบูรณ์  ปราสาทราชวังสร้างจากทองคำ
ประดับประดาด้วยอัญมณีที่มีค่าอนันต์  โลหะและเพชรพลอยที่มีค่าหาได้ยากในปัจจุบันต่างมีไว้ให้ทุกคนอย่างเหลือเฟือ ในสัตยุคทุกสิ่งที่มี
ค่าเป็นสิ่งธรรมดา ณ ที่นั่น อาหารก็เป็นอาหารที่มีคุณภาพสูงสุดแร่ธาตุต่างๆ บริสุทธิ์เป็นอย่างมากทั้งสีสันและรสชาติ   ภาพและเสียงของ
ยุคนี้สวยงามวิจิตรจนไม่สามารถที่จะเลียนแบบให้เหมือนได้    ความเจริญรุ่งเรืองของอารยธรรมและวัฒนธรรมอยู่ที่จุดสูงสุดไม่มีสงคราม   </span></pre>
<pre> <a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/v5.jpg"><img class=" wp-image-1419 aligncenter" alt="v5" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/v5-1024x740.jpg" width="576" height="416" /></a></pre>
</div>
<div>
<p style="text-align: justify;">              <span style="color: #000000;">มีผู้ปกครองคู่แรกคือ ศรีลักษมีและศรีนารายัญ ซึ่งเป็นต้นราชวงศ์ที่เรียกขานว่า  สุริยราชวงศ์ ราชวงศ์ดำเนินไปตลอดทั้งยุคทอง คุณธรรมและสภาวะความสมบูรณ์พร้อมของพวกเขาอยู่ในระดับสูงสุดและแทนด้วย16 องศาของคุณภาพที่สูงสุด ศิลปะ 16 อย่างที่สูงสุดนั้น   เปรียบได้กับ<span style="color: #0000ff;">พระจันทร์เต็มดวง (คืนที่พระจันทร์เต็มดวง พระจันทร์ถูกเรียกว่าสมบูรณ์พร้อม 16 องศา</span> <span style="color: #0000ff;">ในคืนที่ตามมาองศาก็ลดลงอย่างสม่ำเสมอ การอุปมาอุปมัยนี้ใช้อธิบายกับเทพ ในยุคที่ตามมาองศาของคุณธรรมและความสมบูรณ์พร้อมของพวกเขาก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง)</span> ประชากรของยุคทองนั้นน้อยมาก กษัตริย์และราชินีมีคุณธรรมที่สูงส่งเช่นไร ประชาราษฎร์ก็มีคุณธรรมที่สูงส่งเช่นกัน และรู้กันว่าพวกเขาคือ เทพ โลกนั้นปราศจากกิเลส ดังนั้น เด็กที่เกิดจึงบริสุทธิ์ การเกิดและการตายปราศจากความเจ็บปวดและจะได้รับนิมิตปรากฏขึ้นก่อนเหตุการณ์ที่จะมาถึง ไม่มีการตายก่อนเวลา การตายแต่วัยเด็กไม่มี ณ ที่นั้น ไม่มีการไว้ทุกข์เวลามีคนตายเพราะเป็นการเข้าใจกันทุกคนว่าดวงวิญญาณเปลี่ยนร่าง การเป็นอยู่ของพวกเขานั้นสงบและปีติสุขอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเรียกว่า <span style="color: #0000ff;">ชีวัน มุกตี (Jeewan Mukti)</span></span></p>
<p>                 </p>
<h2><span style="color: #ff0000;">ยุคเงิน (Treta Yuga)</span></h2>
<p>                <span style="color: #000000;"> เป็นยุคที่มีความเป็นอยู่เหมือนกับยุคทอง แต่องศาของคุณธรรมและความสมบูรณ์พร้อมลดลงจาก 16 องศา เหลือ 14 องศา มีประชากรเพิ่มขึ้น ผู้ปกครองเปลี่ยนเป็น ศรีราม และ ศรีสีดา แห่งจันทราราชวงศ์ ยุคนี้ปราศจากกิเลส มีกฎหมายที่สมบูรณ์และเป็นระเบียบอุดมสมบูรณ์และมีความสอดคล้องกลมกลืนในความเป็นอยู่ ความแตกต่างระหว่างสองยุคนี้คือ ยุคเงินนั้นมีความปีติสุขน้อยกว่ายุคทองเล็กน้อย  สองยุคนี้รวมกันเป็นระยะเวลาซึ่งโลกเป็นสวรรค์ เป็นระยะเวลา 2,500 ปี ช่วงเวลานี้ เรารู้จักกันในฐานะเป็นกลางวันของ บราห์มา</span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/v6.jpg"><img class=" wp-image-1420 aligncenter" alt="v6" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/v6-1024x752.jpg" width="576" height="423" /></a></p>
</div>
<div>
<p>&nbsp;</p>
<h2><span style="color: #ff0000;">ยุคทองแดง (Dwapur)</span></h2>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/v7.jpg"><img class=" wp-image-1421 aligncenter" alt="v7" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/v7-683x1024.jpg" width="448" height="671" /></a></p>
</div>
<div>
<p style="text-align: justify;">            ยุคนี้นรกได้เริ่มขึ้น เป็นช่วงเวลาที่เทพเริ่มหลงลืมตนเอง พวกเขาเริ่มมีสำนึกแห่งความเป็นร่าง ผู้ซึ่งเคยเป็นเทพก้าวเข้าสู่หนทางของกิเลสและความไม่ชอบธรรม เทพเริ่มสูญเสียคุณธรรมที่สูงส่งของพวกเขา ขณะที่พวกเขากลายมาเป็นผู้ที่มีกิเลส ความหายนะและปัญหาที่เกิดจากสำนึกแห่งความเป็นร่างก็เริ่มต้นขึ้น สภาวะของความปิติสุขค่อยๆเปลี่ยนตัวเองไปสู่สภาวะของความตึงเครียดและไม่มีความสุข ธาตุธรรมชาติก็หยุดที่จะให้ความสะดวกสบาย ความสมดุลย์ที่เคยมีมาก่อนระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อมก็ถูกรบกวน ความหายนะทางธรรมชาติก็เริ่มต้นขึ้น องศาของความสมบูรณ์ก็ลดลงไปถึง 8 นี่เป็นเวลาที่ความศรัทธาของ<span style="color: #0000ff;">การบูชากราบไหว้เริ่มต้นขึ้น (Bhakti)</span> เริ่มแรกเป็นการบูชากราบไหว้พระเจ้าพ่อชีว่าผู้ปราศจากร่างก่อนแล้วการบูชาบวงสรวงเทพ เช่น ศรีลักษมีและศรีนารายัญก็เริ่มตามมา ในยุคทองแดงศาสนาอื่น เริ่มต้นขึ้น 2,500 ปีก่อนวันนี้  ตั้งแต่อับบราฮัม ผู้ก่อตั้งศาสนาอิสลามขึ้นมา   พระพุทธเจ้าผู้ก่อตั้งศาสนาพุทธ    จีซัสไครสท์ ก่อตั้งศาสนาคริสต์  และโมฮัมเหม็ด ผู้เริ่มต้นศาสนามุสลิม   แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือศาสนาเหล่านี้เริ่มต้นภายหลังจากคุณธรรมสูงส่งได้หายไปจากโลกนี้   เทพซึ่งครั้งหนึ่งเคยน่าเคารพยำเกรง บัดนี้ได้กลายเป็นผู้บูชากราบไหว้ภาพและรูปปั้นของตัวเอง   ได้กลายเป็นคนธรรมดาและเป็นผู้บูชากราบไหว้เสียแล้ว   ในยุคนี้ประชากรได้เพิ่มมากขึ้น อายุที่เคยยืนยาวก็เริ่มลดลง  ชีวิตไม่ได้บริสุทธิ์อีกต่อไปแต่ถูกชี้นำโดยกิเลสต่างๆ ความโศกเศร้าได้เริ่มต้นขึ้น   ความเป็นหนึ่งเดียวของสวรรค์ได้หายไปทำให้เกิดรูปแบบของศาสนาที่ผสมผสานกันหลากหลาย    รวมทั้งอาณาจักรและภาษาซึ่งก่อให้เกิดความสับสนและความขัดแย้ง เนื่องจากคุณธรรมที่สูงส่งได้หมดไป   เทพก็ไม่ได้มีชื่อเรียกว่าเทพอีกต่อไป  และศาสนาเทพดั้งเดิมก็เปลี่ยนไปเป็น ศาสนาฮินดู    เป็นศาสนาที่แปลกกว่าศาสนาอื่นๆเพราะว่าไม่มีผู้ก่อตั้งศาสนา  จริงๆ แล้วคำว่าฮินดู มาจากคำว่า <span style="color: #0000ff;">อินทุส (Indus)</span> ซึ่งเป็นชื่อแม่น้ำอยู่ในอินเดียสมัยที่ยังไม่ได้แบ่งแยกไปเป็นปากีสถาน  เดิมประเทศอินเดียก็ถูกขนานนามว่า ฮินดูสถาน ซึ่งหมายถึง ดินแดนของแม่น้ำอินทุส และชื่อฮินดูนี้เองก็ถูกนำมาเรียกใช้กับศาสนา    แท้จริงแล้ว ศาสนาฮินดูนี้ก็คือศาสนาเทพดั้งเดิมของอินเดียที่กลับมาตกต่ำ  ที่มีชื่อเดิมว่า <span style="color: #ff0000;">อดิสานาธาน เดวี เดวะตา ธรรมะ (Adi Sanatan Devi DevtaDharma)</span></p>
<p style="text-align: justify;"> </p>
<h2><span style="color: #ff0000;">ยุคเหล็ก (กลียุค)</span></h2>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/v8.jpg"><img class=" wp-image-1422 aligncenter" alt="v8" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/v8-791x1024.jpg" width="448" height="580" /></a></p>
</div>
<div>
<p style="text-align: justify;">            มนุษย์ได้ตกต่ำลงอย่างรวดเร็วมากใน<span style="color: #ff0000;">ยุคเหล็ก(กลียุค)</span> พิธีกรรมของการบูชากราบไหว้ได้มีอำนาจต่อสังคมอย่างรุนแรง สภาวะได้มาถึงจุดที่ผู้บูชากราบไหว้ถึงกับเริ่มบูชากราบไหว้แม้แต่ ธาตุ ภูเขา แม่น้ำลำธาร บ่อน้ำ  สถานที่ดังกล่าวได้กลายเป็นศูนย์กลางของการแสวงบุญ ศีลธรรมตกต่ำ กิเลสต่างๆเพิ่มขึ้น ความรู้ได้ใช้ไปในทางที่ผิด จิตใจและสติปัญญาของมนุษย์เป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งชั่วร้าย ความยากจนและความไม่เท่าเทียมกันนั้นเกิดขึ้นรุนแรงสาหัส  ประชากรเพิ่มขึ้นไปสู่อัตราที่ไม่สามารถจัดการได้ ชีวิตที่เคยยืนยาวบัดนี้ได้ถึงจุดที่สั้นที่สุด ความตายก่อนเวลาอันควรเป็นเรื่องธรรมดาของทุกวันนี้ ความโศกเศร้าและไม่มีความสุขอยู่ที่จุดสูงสุด  ศีลธรรมตกต่ำ   ยุคทองแดง และ กลียุค เมื่อรวมกันเข้าก็ทำให้โลกกลายเป็นนรก และถูกเรียกว่า กลางคืนของบราห์มา มีระยะเวลา 2,500 ปี</p>
<p style="text-align: justify;"> </p>
<h2> <span style="color: #ff0000;">ยุคแห่งการบรรจบพบกัน (Sangam Yuga)</span></h2>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/v9.jpg"><img class=" wp-image-1423 aligncenter" alt="v9" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/v9-761x1024.jpg" width="448" height="603" /></a></p>
</div>
<div>
<p style="text-align: justify;">            พระเจ้าพ่อชีว่าพูดว่า ท่านเองมาจากพารามธรรมเมื่อความไม่ชอบธรรมบนโลกมากถึงจุดสูงสุด เพื่อทำลายความไม่ชอบธรรมที่ปรากฏอยู่ทั่วไป และมาก่อตั้งศาสนาเทพดั้งเดิมอีกครั้งหนึ่ง ชีพบาบาลงมาเพียงในตอนปลายของกลียุคที่มนุษย์เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า <span style="color: #0000ff;">(ยุคเหล็ก)</span> มันเป็นช่วงเวลานี้นั่นเองที่มนุษย์ร้องเรียกหาท่าน และทำทุกวิถีทางที่จะอ้อนวอนและร้องเรียกให้ท่านมาและช่วยพวกเขาให้พ้นภัย ปลดปล่อยพวกเขาจากความทุกข์ทรมาน มาให้ความช่วยเหลือและชำระล้างบาปให้พวกเขา  ชีพบาบาอวตารลงมา <span style="color: #0000ff;">(ลงมาบนโลก)</span>ในช่วงบรรจบพบกันของตอนจบของกลียุค และตอนเริ่มต้นของสัตยุค ณ เวลาที่ท่านอวตารลงมาในร่างของบราห์มา ยุคแห่งการบรรจบพบกันก็เริ่มต้นขึ้น</p>
<h2 style="text-align: justify;"> <span style="color: #800080;">มีเพียงการอวตารครั้งเดียวของพระเจ้า</span></h2>
<p style="text-align: justify;">               ชีพบาบาได้วางรากฐานของโลกใหม โลกใหม่ที่ถูกต้องจะเกิดขึ้นได้หลังจากการจบสิ้นของความไม่ถูกต้องของโลกเก่าแห่งกลียุคเท่านั้น  ดังนั้น การอวตารลงมาของชีพบาบาจึงเกิดขึ้น ณ ยุคบรรจบพบกันนี้เท่านั้น  จะไม่มีการอวตารที่สูงส่งของพระเจ้าผู้เป็นพ่อในช่วงเวลาอื่นของกัลปนอกจากเวลานี้ ท่านอวตารลงมาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นี่เป็นสิ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนจากสภาวะของโลกซึ่งตกต่ำลงเรื่อยๆ ไปจนถึงตอนจบของยุคเหล็ก    มันเป็นเพียงเวลาเดียวของยุคแห่งการบรรจบพบกันที่ชีพบาบาได้อวตารลงมา และเปลี่ยนโลกไปเป็นสวรรค์ ด้วยเหตุนี้ยุคแห่งการบรรจบพบกันเป็นยุคที่สำคัญที่สุด และเป็นสมัยที่เป็นสิริมงคลในกัลปเพราะเป็นเวลาที่ท่านอวตารลงมา มันอาจจะเรียกว่า “ยุคเพชร” ได้ด้วย พวกเราทั้งหมดอยู่ในยุคแห่งการบรรจบพบกัน บัดนี้ เรากำลังตระเตรียมตนเองโดยผ่านราชโยคะ เพื่อการโยกย้ายจากนรกที่แท้จริงของปัจจุบันซึ่งเรียกว่า ยุคเหล็ก ไปสู่โลกใหม่แห่งความบริสุทธิ์สมบูรณ์พร้อมที่เรียกว่า ยุคทอง <span style="color: #0000ff;">(สวรรค์)</span> ยุคแห่งการบรรจบพบกันมีไว้ สำหรับผู้ที่มีความรู้นี้ สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้นี้หรือผู้ที่ไม่เชื่อยังเป็น กลียุคของพวกเขา นี่คือเวลาที่ดวงวิญญาณธรรมดาจะเปลี่ยนไปสู่ดวงวิญญาณที่ชอบธรรมสูงสุด <span style="color: #0000ff;">(Purushottam) </span>  นี่คือเหตุผลที่ช่วงเวลานี้เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นยุคแห่งการบรรจบพบกันของดวงวิญญาณที่ชอบธรรมสูงส่ง ในหนทางของความศรัทธาของการบูชากราบไหว้ การบรรจบพบกันของแม่น้ำสองสายหรือมากกว่านั้นถือว่าเป็นจุดที่ศักดิ์สิทธิ์ ปกติการสร้างวัดจะเลือก ณ จุดนี้ ผู้คนมาอาบน้ำที่จุดนี้ด้วยความปรารถนาที่จะชำระตัวเองให้บริสุทธิ์  แต่ดวงวิญญาณไม่สามารถจะทำให้บริสุทธิ์ด้วยการอาบน้ำชำระร่างกาย การบรรจบพบกันของแม่น้ำเป็นสัญลักษณ์ของการบรรจบพบกันของยุคทองและยุคเหล็ก นั่นคือเวลาที่ดวงวิญญาณได้ชำระหนี้ที่เคยมีมาก่อน ด้วยน้ำทิพย์แห่งความรู้ของพระเจ้าที่เปิดเผยโดยพระเจ้า หลังจากที่ท่านอวตารลงมาบนโลก</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/v10.jpg"><img class=" wp-image-1424 aligncenter" alt="v10" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/v10.jpg" width="447" height="595" /></a></p>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พระเจ้ามีหนึ่งเดียว</title>
		<link>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/</link>
		<comments>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Oct 2013 19:23:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[newlotusor]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[หลักสูตรความรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.shivasomkorat.org/?p=66</guid>
		<description><![CDATA[&#160; ความคิดที่เป็นสากลของพระเจ้า                 สิ่งหนึ่งที่ผู้คนในโลกกล่าวอ้างถึงพระเจ้าเหมือนๆกันก็คือ พระเจ้านั้นเป็นแสง     จะเห็นได้จากชาวมุสลิมก็มีความเชื่อว่าพระเจ้าหรืออัลลาห์ คือดวงวิญญาณสูงสุดผู้เป็นแสง        ในนครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบียเป็นสถานที่ที่ชาวมุสลิมเดินทางไปแสวงบุญ  ณ สถานที่แห่งนั้นมีหินศักดิ์สิทธิ์ที่มีชื่อเรียกว่า สาง-อี-อัสวัด (Sang-E-Aswad) ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่ คานา-อี-คาบา (KHANA-E-KABA) หินนี้เองที่ผู้มาแสวงบุญที่มาจะส่งจูบจากระยะไกลก่อนที่จะเริ่มพิธีแสวงบุญ สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ สาง-อี-อัสวัด มีรูปลักษณะที่โดดเด่นคล้ายคลึงกับ ชีว่า-ลิงก้า!    ส่วนทางด้าน ชาวยิวที่นับถือศาสนายูดาย์และชาวคริสเตียนจากหลายสำนัก ต่างมีความเชื่อว่าโมเสสที่เดินขึ้นไปบนภูเขาไซนาย และบนเขานั้นก็ได้รับนิมิตจากพระเจ้าและเป็นที่มาทำให้เกิดเป็นบัญญัติสิบประการนั้น  พระเจ้าก็อยู่ในรูปของเปลวไฟซึ่งชาวคริสต์เรียกขานว่า ยะโฮวา (Jehovah)   พระคริสต์ และ กูรูนานาค ผู้ก่อตั้งศาสนาคริสต์และก่อตั้งนิกายซิคส์ (Siksism) ทั้งสองศาสนานั้นก็ประกาศคำสอนว่า   พระเจ้านั้นมีเพียงหนึ่งเดียวและท่านก็เป็นแสง !     เรื่องลี้ลับต่างๆของเหล่าโยคีผ่านมาทุกยุคสมัยต่างก็ได้รับประสบการณ์ของแสงในขณะนั่งโยคะสมาธิ  ซึ่งก็ยืนยันถึงสิ่งที่ได้สัมผัสนี้เช่นเดียวกัน   จึงเป็นเหตุหลักที่ทำให้ตามวัดต่างๆ จึงมีการจุดตะเกียงดิน  และในโบสถ์ก็จุดเทียนไขทิ้งไว้  นั่นเพราะต่างเชื่อกันว่า เปลวไฟนั้นเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพระเจ้า!                ในประเทศญี่ปุ่น  มีนิกายหนึ่งซึ่งเหล่าสมาชิกจะบำเพ็ญเพียรด้วยการนั่งเพ่งรวมสมาธิไปยังหินรูปไข่ที่เรียกว่า &#8230; <a href="https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/body_baba_1.png"><img class="alignnone size-full wp-image-138" alt="body_baba_1" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/body_baba_1.png" width="750" height="1699" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/พ1.png"><img class="wp-image-1258 aligncenter" alt="พ1" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/พ1-768x1024.png" width="448" height="597" /></a></h2>
<h2><span style="color: #ff0000;"><b>ความคิดที่เป็นสากลของพระเจ้า</b><b></b></span></h2>
<p style="text-align: justify;">                <span style="color: #000000;">สิ่งหนึ่งที่ผู้คนในโลกกล่าวอ้างถึงพระเจ้าเหมือนๆกันก็คือ </span><span style="color: #ff0000;">พระเจ้านั้นเป็นแสง</span>     <span style="color: #000000;">จะเห็นได้จากชาวมุสลิมก็มีความเชื่อว่าพระเจ้าหรืออัลลาห์ คือดวงวิญญาณสูงสุดผู้เป็นแสง        ในนครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบียเป็นสถานที่ที่ชาวมุสลิมเดินทางไปแสวงบุญ  ณ สถานที่แห่งนั้นมีหินศักดิ์สิทธิ์ที่มีชื่อเรียกว่า สาง-อี-อัสวัด (Sang-E-Aswad) ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่ คานา-อี-คาบา (KHANA-E-KABA) หินนี้เองที่ผู้มาแสวงบุญที่มาจะส่งจูบจากระยะไกลก่อนที่จะเริ่มพิธีแสวงบุญ</span> <span style="color: #ff0000;">สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ สาง-อี-อัสวัด มีรูปลักษณะที่โดดเด่นคล้ายคลึงกับ ชีว่า-ลิงก้า! </span>   <span style="color: #000000;">ส่วนทางด้าน ชาวยิวที่นับถือศาสนายูดาย์และชาวคริสเตียนจากหลายสำนัก ต่างมีความเชื่อว่าโมเสสที่เดินขึ้นไปบนภูเขาไซนาย และบนเขานั้นก็ได้รับนิมิตจากพระเจ้าและเป็นที่มาทำให้เกิดเป็นบัญญัติสิบประการนั้น </span> <span style="color: #ff0000;">พระเจ้าก็อยู่ในรูปของเปลวไฟซึ่งชาวคริสต์เรียกขานว่า ยะโฮวา (Jehovah)</span>   <span style="color: #000000;">พระคริสต์ และ กูรูนานาค ผู้ก่อตั้งศาสนาคริสต์และก่อตั้งนิกายซิคส์ (Siksism) ทั้งสองศาสนานั้นก็ประกาศคำสอนว่า   </span><span style="color: #ff0000;">พระเจ้านั้นมีเพียงหนึ่งเดียวและท่านก็เป็นแสง ! </span>    <span style="color: #000000;">เรื่องลี้ลับต่างๆของเหล่าโยคีผ่านมาทุกยุคสมัยต่างก็ได้รับประสบการณ์ของแสงในขณะนั่งโยคะสมาธิ  ซึ่งก็ยืนยันถึงสิ่งที่ได้สัมผัสนี้เช่นเดียวกัน   จึงเป็นเหตุหลักที่ทำให้ตามวัดต่างๆ จึงมีการจุดตะเกียงดิน  และในโบสถ์ก็จุดเทียนไขทิ้งไว้  นั่นเพราะต่างเชื่อกันว่า</span> <span style="color: #ff0000;">เปลวไฟนั้นเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพระเจ้า!</span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/พ2.png"><img class=" wp-image-1259 aligncenter" alt="พ2" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/พ2-777x1024.png" width="448" height="590" /></a></p>
<p style="text-align: justify;">               <span style="color: #000000;">ในประเทศญี่ปุ่น  มีนิกายหนึ่งซึ่งเหล่าสมาชิกจะบำเพ็ญเพียรด้วยการนั่งเพ่งรวมสมาธิไปยังหินรูปไข่ที่เรียกว่า “ชินกอน เซกิ” (Chinkon Seki)  ซึ่งหมายความว่า ผู้ให้ความสงบ    และเมื่อทำการสำรวจซากสลักหักพังของนครวัดนครธมซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างในยุคโบราณในประเทศเขมร  ก็จะพบเห็นหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นร่องรอยการกราบไหว้บูชาชีว่า–ลิงก้า ที่ปรากฏให้เห็นชัดผ่านศิลปะและปราสาทหินอันใหญ่โต  แม้แต่ปราสาทหินที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยต่างก็พิธีกรรมบูชาชีว่าเช่นกัน</span><span style="color: #ff0000;"><i>(อินเดียตอนเหนือจะเรียกว่าชื่อพระเจ้าว่า  ชีว่า ส่วนอินเดียตอนใต้จะเรียกว่า ศิวะ  ส่วนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับอิทธิพลทางศาสนาจากอินเดียตอนใต้ จึงได้ออกเสียงตามว่า พระศิวะ ดังที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้)</i>  </span>     <span style="color: #000000;">ผลการสำรวจทางโบราณคดีของชาวอียิปต์โบราณ    ทั้งชาวเฟนีเซีย   ชาวอาหรับ   ชาวกรีก   ชาวอินเดียนแดงและชาวอินโดนีเซีย  ต่างก็ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่ามีการบูชากราบไหว้หินรูปไข่!   ดังนั้นการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชีว่านั้นถือเป็นการบูชาที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยรู้จักมา  แนวคิดที่ว่าพระเจ้าเป็นรูปของแสงจึงเป็นความคิดที่เป็นสากล!   </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000000;">                ในประเทศอินเดียก็ปรากฏวัดของ ชีว่า ให้พบเห็นได้ทั่วไป  ซึ่งมีการตั้งชื่อเรียกนามของพระเจ้าไปต่างๆเช่น รามอิศวร(Rameshwaram หมายถึง พระเจ้าของศรีราม), โกปอิศวร(Gopeshwar หมายถึงพระเจ้าของศรีกฤษณะ), อมาร์นาถ (Amarnath), วิศวนาถ (Visshwanath) โสมนาถ(Somnath), ปาชูปาตินาถ (Pashupatinath ในเนปาล), มหากาฬอิศวร(Mahakaleshwar),  มุกตีอิศวร(Mukteshwar) ฯลฯ ซึ่งชื่อเหล่านั้นเป็นชื่อที่แสดงถึงคุณสมบัติและพรรณนาถึงการกระทำที่สูงส่งของพระเจ้าชีว่า   ในอินเดียก็ยังมีนิกายต่างๆ ที่มีชื่อว่า “ชัคติ” (Shakti), “กันปาติ” (Ganpat), “ผู้กราบไหว้บูชาราม” (Rama-worshippers), “กฤษณะ- อุปศักติ” (Krishna – Upasaks)ทั้งหมดล้วนศรัทธาและเชื่อในพระเจ้าชีว่า   ในประเทศอินเดียมีวัดของชีว่าที่ยิ่งใหญ่โดดเด่นถึง 12 แห่ง ซึ่งชาวอินเดียจะขนานนามว่าเป็น “จโยติ ลิงกัมแมท” (Jyotirlingam Maths) ซึ่งหมายถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแสง   หลักฐานต่างๆ ที่ปรากฏทั้งที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและคัมภีร์ของศาสนาดั้งเดิม รวมถึงภาษาศาสตร์ทั้งหลาย ฯลฯ   ต่างก็แสดงให้เห็นถึงรากฐานความเชื่อในพระเจ้าที่แตกต่างออกไปเหมือนกิ่งก้านสาขาที่ล้วนเติบโตจากเมล็ดพันธ์เมล็ดเดียวกันทั้งสิ้น  สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเครื่องยืนยันที่มีหลักฐานประจักษ์ชัดถึงรูปและชื่อที่สูงส่งของพระเจ้าว่า</span> <span style="color: #ff0000;"><b>ท่านเป็นจุดแสง และ</b><b>มีชื่ออันสูงส่งคือ</b><b> ชีว่า</b><b>(Shiva)</b></span> <span style="color: #000000;">ดังปรากฏสัญลักษณ์ทั่วทั้งโลก คือ </span> <span style="color: #ff0000;"><b>ชีว่า</b><b>-</b><b>ลิงก้า </b><b>(Shiva Linga)</b></span> <span style="color: #000000;">เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของท่านเพื่อทำการกราบไหว้บูชา</span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/พ3.png"><img class=" wp-image-1260 aligncenter" alt="พ3" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/พ3.png" width="425" height="595" /></a></p>
<p style="text-align: justify;">                                        <span style="color: #008000;">พระเจ้าเป็นจุดกำเนิดแสงที่เป็นอมตะ ท่านปราศจากร่าง ท่านเป็นมหาสมุทรแห่งความรู้ ความรัก ความสงบที่มีแสงในตัวเอง มนุษย์จะเข้าถึงท่านก็ด้วยดวงตาที่สาม(Third Eyes) ท่านเป็นเหมือนกับดวงดาวที่แสนเล็ก รูปของท่านก็เป็นเช่นเดียวกับดวงวิญญาณมนุษย์ ท่านคือสิ่งที่ทุกศาสนาพยายามสร้างรูปแทน เช่น หินรูปไข่วงรี เปลวไฟหรือดวงไฟเพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนรูปของท่าน ท่านมาเพื่อให้พลังกับดวงวิญญาณลูกๆให้ฟื้นคืนดังเดิมและมอบมรดกที่สูงส่งคือความรู้ราชโยคะ เพื่อเป็นหนทางกลับคืนสู่สวรรค์อีกครั้ง ท่านมีนามว่า “ชีว่าพ่อแห่งโลก” (Shiva) เป็นผู้สูงส่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุด   ท่านอยู่เหนือวงจรของการเกิดและการตายชั่วนิรันดร์</span></p>
<h2 style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;"><b>ที่อยู่อันสูงส่งของพระเจ้า</b><b></b></span></h2>
<p style="text-align: justify;">               <span style="color: #000000;">สรรพสิ่งใดที่มีรูป(Form)  แม้ว่าจะปราศจากร่าง (Body) ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าจะต้องมีพื้นที่ (space) ให้สิ่งนั้นดำรงอยู่   ดวงวิญญาณสูงสุด (Supreme Soul) พระเจ้าผู้เป็นพ่อของดวงวิญญาณทั้งหมด แม้ท่านอยู่เหนือการหยั่งรู้ความเข้าใจและสติปัญญามนุษย์ที่จะไปถึงได้ แต่ท่านก็มีที่ที่ท่านสถิตอยู่เช่นเดียวกัน หรือจะเรียกง่ายๆ ว่าบ้านของท่าน   พระเจ้าชีว่า กล่าวว่า ท่านอาศัยอยู่ใน บราห์มโลก(Bramhmlok)&lt;ที่คนไทยมักถูกสอนให้เรียกว่า พรหมโลก&gt;,หรือจะเรียกว่า ปรโลก (Parlok),หรือเรียกว่าพารามธรรม (Paradham)</span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/พ4.png"><img class=" wp-image-1261 aligncenter" alt="พ4" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/พ4.png" width="397" height="596" /></a></p>
<p style="text-align: justify;">                     <span style="color: #ff0000;">พารามธรรม(หรือบราห์มโลก-พรหมโลก) ที่นั่นคือโลกแห่งวิญญาณแผ่ซ่านไปด้วยธาตุที่หกซึ่งเป็นธาตุแสง มีความละเอียดอ่อนเป็นสีแดงปนทองเปล่งประกายเจิดจ้าและมีชื่อเรียกว่า “บราห์ม หรือ พรหม-ที่คนไทยเรียก” เป็นสถานที่ที่ปราศจากร่างกายหยาบ และอยู่ไกลโพ้นไปจากโลกแห่งกายหยาบที่มีตัวตนของมนุษย์ ที่นั่นไม่มีทั้งดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และดวงดาว   เป็นบ้านดั้งเดิมของทุกๆดวงวิญญาณ และเป็นที่ซึ่งดวงวิญญาณจะต้องกลับมาอาศัยอยู่ภายหลังจบสิ้นการเล่นละครบนโลกกายหยาบแล้ว ทุกดวงวิญญาณจะได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ณ สถานที่แห่งนี้     บางศาสนาอ้างถึงโลกนี้เช่นกันว่าเป็นเป้าหมายสูงสุด  อาทิ โลกแห่งการหลุดพ้น โลกแห่งนิพพาน(Nirvana) เป็นต้น    ความจริงแล้ว ไม่มีดวงวิญญาณใดแม้แต่ดวงเดียวที่จะมายังโลกนี้ได้จนกว่าจะจบสิ้นกัลปวงจรละครโลกแล้วเท่านั้น ไม่ต้องทำความเพียรใดๆ ทุกดวงวิญญาณก็ต้องกลับมายังดินแดนแห่งนี้เมื่อจบสิ้นละครโลกแล้วอย่างอัตโนมัติ   ทั้งหมดกลับมาเพื่อพักผ่อนอยู่ในความปีติสุขนิ่งสงบอยู่กับพ่อชีว่า ในสภาวะของ “มุคตี”คือสภาวะของการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ หรือ “สภาวะหลุดพ้น” ที่นี่คือ “โลกแห่งการหลุดพ้น” ที่แท้จริง</span></p>
<h2><span style="color: #0000ff;"><b>ความสัมพันธ์ของพระเจ้ากับดวงวิญญาณทุกดวง </b><b></b></span></h2>
<p style="text-align: justify;">               <span style="color: #000000;">พระเจ้า พ่อชีว่าเป็นมหาสมุทรของความรู้  ความสงบ ความรัก ความปีติความบริสุทธิ์และเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจทั้งหมด ท่านได้ให้คุณสมบัติทั้งหมดนี้กับดวงวิญญาณผู้มีโยคะกับท่าน  แม้ว่าความสัมพันธ์ที่มีกับท่านนั้นจะเป็นไปได้ทุกรูปแบบ  พระเจ้าชีว่ามีความสัมพันธ์พื้นฐาน 3ประการกับทุกๆดวงวิญญาณ คือ</span></p>
<h2><span style="color: #ff0000;"><b>1.</b><b> พระเจ้าในฐานะเป็นพ่อสูงสุด</b> (Supreme Father)<b> </b><b></b></span></h2>
<p style="text-align: justify;">                <span style="color: #000000;">ในฐานะที่เป็นพ่อ พระเจ้าชีว่า ให้กำเนิดทางดวงวิญญาณแก่มวลมนุษย์ทั้งหมดด้วยการปลุกพวกเราขึ้นมาจากไม่มีความรู้เรื่องดวงวิญญาณ เมื่อดวงวิญญาณได้รับความรู้ว่าตนนั้นคือดวงวิญญาณและกลายเป็นลูกของพระเจ้า ดวงวิญญาณจะได้รับมรดกซึ่งเป็นคุณลักษณะของพระเจ้าในรูปของ ความบริสุทธิ์ สงบและความปีติโดยอัตโนมัติ   นำมาซึ่งความสุขความเจริญมั่งคั่งที่แท้จริงถึงครึ่งหนึ่งของวงจรโลก  สิ่งนี้เป็นมรดกที่ไม่สามารถทำลายได้ เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่ดวงวิญญาณทุกดวงสามารถจะได้รับจากพระเจ้าในฐานะที่ท่านเป็นพ่อ   เมื่อดวงตาที่สามได้ถูกเปิดแล้วเราก็จะเห็นดวงวิญญาณทุกดวงเป็นพี่น้องกัน  เป็นจุดแห่งแสงซึ่งปราศจากร่าง ไม่ใช่เพศหญิงหรือเพศชาย และเราต่างมีพ่อที่สูงส่งผู้เดียวกัน  ความสัมพันธ์ทางดวงวิญญาณมีอย่างเดียวก็คือความเป็นพี่น้องสากล   จึงสรุปได้ว่าความจริงแล้ว ทุกคนมีพ่อสองคน พ่อคนแรกคือพ่อทางกายซึ่งให้กำเนิดทางร่างกาย(เกิดจากกรรมเก่าที่ผูกพันเกี่ยวเอาไว้) อีกหนึ่งคือพ่อทางดวงวิญญาณ ผู้ซึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือ ดวงวิญญาณสูงสุด ชีว่า</span></p>
<h2><span style="color: #ff0000;"><b>2.</b><b> พระเจ้าในฐานะที่เป็นครูสูงสุด </b>(Supreme Teacher)</span></h2>
<p style="text-align: justify;">                <span style="color: #000000;">ในฐานะที่เป็นครูสูงสุด เพราะท่านเป็นมหาสมุทรของความรู้ที่ได้ลงมาเปิดเผยความรู้สูงสุดสู่โลกในห้วงเวลาที่อธรรมนั้นพุ่งถึงขีดสุด  ท่านมาแก้ไขสติปัญญามนุษย์ให้กลับไปสู่ความประเสริฐสูงส่ง สามารถแยกแยะสิ่งถูกและผิด  ดีและเลว  จริงหรือหลอกลวง และท่านมาเปิดเผยความรู้อย่างสมบูรณ์เกี่ยวกับตัวท่านและสิ่งสร้างของท่าน  รวมทั้งสอนหลักการและวิธีปฏิบัติราชโยคะ</span></p>
<h2><span style="color: #ff0000;"><b>3.</b><b> พระเจ้าในฐานะที่เป็นผู้นำสูงสุดทางดวงวิญญาณ</b> (Sat guru)</span></h2>
<p style="text-align: justify;">                 <span style="color: #000000;">ในฐานะที่เป็นผู้ชี้นำทางสูงสุด (Sat guru) พระเจ้ามาทำให้ดวงวิญญาณทั้งหมดหลุดพ้นจากกิเลสและมาพากลับไปยังบ้านดั้งเดิม (Supreme Abode) ที่มีแต่ความสงบเงียบ อบอุ่น นั่นคือโลกวิญญาณ หรือพารามธรรม ไม่มีดวงวิญญาณใดสามารถกลับบ้านโดยไม่ผ่านการชำระให้บริสุทธิ์   ผู้นำทางผู้เป็นดวงวิญญาณสูงสุดชำระดวงวิญญาณให้บริสุทธิ์จากความสกปรกโดยผ่าน ราชโยคะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000000;">                 ผู้คนโดยทั่วไปไม่เข้าใจนัยสำคัญที่ถูกต้องในความสัมพันธ์ทั้งสามของการเป็นพ่อ พร้อมทั้งเป็นครูและผู้นำสูงสุดทางดวงวิญญาณ   ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงทำลายสิทธิ์ตัวเองออกจากกองมรดก  ดังนั้นจงทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความรักต่อท่าน ด้วย 3 หนทางนี้ ทำให้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ และมรดกสูงสุดก็จะเป็นของทุกดวงวิญญาณอย่างแน่นอน</span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/พ5.png"><img class=" wp-image-1262 aligncenter" alt="พ5" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/พ5-678x1024.png" width="403" height="608" /></a></p>
<h2><span style="color: #0000ff;"><b>พระเจ้าในฐานะเป็นผู้ชี้ขาดสูงสุด </b><b></b></span></h2>
<p style="text-align: justify;">                <span style="color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">เวลานั้นไม่เพียงแต่ถูกกำหนดไว้แล้วเท่านั้น   แต่ว่า..เวลานั้นมีจำกัด</span>!   <span style="color: #000000;">เมื่อใดที่เวลาสำหรับทำความเพียรจบสิ้นลง  พระเจ้าก็จะจบบทบาททั้ง 3 คือในฐานะของพ่อสูงสุด ครูและผู้ชี้นำทางแก่ดวงวิญญาณด้วยเช่นกัน   </span>จากนั้นพระเจ้าก็จะรับบทบาทของ ธรรมราช (Dharamaraj) นั่นคือท่านจะรับบทบาทการเป็นศาลผู้ตัดสินชี้ขาดสูงสุด <span style="color: #000000;">ภายหลังที่ท่านลงมาเปิดเผยวิธีการที่ง่ายต่อการพัฒนาตัวเราเอง ท่านให้พลังอำนาจทั้งหมดเพื่อการชำระสิ่งสกปรกของเราด้วย “ราชโยคะ” และเราก็ยังเพิกเฉยต่อเสียงเรียกของท่าน และไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย ดวงวิญญาณของเราจะต้องถูกชำระล้างโดยการถูกลงโทษในฐานะที่เป็นกฎแห่งกรรม นี่คือบรรทัดฐานที่ละครโลกหมุนไปไม่จบสิ้น ทุกๆการกระทำที่กระทำไปโดยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกิเลสทั้งห้าจะต้องถูกลงโทษ ณ เวลาของการตัดสิน พระเจ้าผู้เป็นพ่อจะไม่เข้ามาแทรกแซงเพื่อปกป้องดวงวิญญาณทั้งหลาย แต่ท่านจะอยู่อย่างละวางและรักษาความเป็นกลางในฐานะผู้ชี้ขาดสูงสุด!</span></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/พ6.png"><img class=" wp-image-1263 aligncenter" alt="พ6" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/พ6-1024x682.png" width="512" height="341" /></a></p>
<h2><span style="color: #ff0000;"><b>การกระทำสามประการอันสูงส่งของพระเจ้า </b><b></b></span></h2>
<p style="text-align: justify;">                <span style="color: #000000;">พ่อชีว่ากล่าวว่า ท่านกระทำหน้าที่สามประการคือ การสร้าง การบำรุงรักษาและการทำลาย  ซึ่งเป็นการกระทำที่มีผลสัมพันธ์ต่อโลกทั้งหมด ไม่ได้ผูกมัดอยู่กับมนุษย์คนใดเป็นพิเศษ หน้าที่ของการสร้าง  การบำรุงรักษาและการทำลายล้างของพระเจ้า ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับ การเกิด เติบโตและการตายของบุคคลใดๆ โดยเฉพาะ</span><span style="color: #000000;">   สิ่งเหล่านี้ถูกกำหนดควบคุมโดยการกระทำของบุคคลแต่ละคนที่ทำไว้ในชาติก่อนหน้า และผลรวมของการกระทำในชาตินี้ด้วย   พระเจ้าไม่เข้าไปก้าวก่ายหรือกระตุ้นการกระทำใดๆ ของมนุษย์! </span><span style="color: #000000;">ดวงวิญญาณแต่ละดวงจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ไม่ว่าจะทำดีหรือทำชั่ว  หากการกระทำนั้นดีดวงวิญญาณก็จะพบกับความสุขและปีติ  ถ้าทำเลวก็จะพบกับความทุกข์โศกเศร้าและไม่มีสุข สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นโดยขบวนการที่เป็นอัตโนมัติ  และผลรวมทั้งหมดของการกระทำที่ดวงวิญญาณทั้งหมดกระทำไปก็จะเป็นตัวกำหนดสภาวะของโลกให้เป็นไปตามสภาวะนั้นๆ สัมพันธ์กับห้วงของเวลาโลกที่เดินไป </span></p>
<h2><span style="color: #0000ff;">ความหมายของสิ่งสร้างโดยพระเจ้า</span></h2>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000000;">                หน้าที่สามประการของพระเจ้าชีว่า<span style="text-decoration: underline;">ที่ซ้อนกันอยู่</span> หมายถึง <span style="color: #ff0000;">การสร้าง</span>(ความจริงคือการทำสิ่งที่เก่าให้กลับมาใหม่อีกครั้ง) ระเบียบของโลกใหม่  <span style="color: #ff0000;">การบำรุงรักษาโลกที่ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ และการทำลายล้างโลกเก่า   </span>ภารกิจของพระเจ้าคือ การชำระดวงวิญญาณให้บริสุทธิ์เมื่อโลกได้จมลงสู่ก้นบึ้งของสภาวะที่ไร้ศีลธรรม พระเจ้าก็ก่อสร้างโลกที่ถูกต้องขึ้นและทำลายล้างโลกที่ไม่เป็นธรรม  ท่านทำให้โลกยุคเหล็กจบลงและนำยุคทองกลับมาอีกครั้ง   การกระทำของพระเจ้าที่เรียกว่า การสร้าง ไม่ได้หมาย ความว่าก่อสร้างบางอย่างขึ้นมาจากการสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่เลย แต่หมายความถึงการปรับปรุงศีลธรรมหรือนำมวลมนุษย์ให้กลับมามีความสุขสดชื่นโดยทำการยกระดับสติปัญญาของมนุษย์ให้สูงส่ง ด้วยน้ำทิพย์แห่งความรู้ของพระเจ้า  ซึ่งเป็นการสร้างสวรรค์บนโลกอีกครั้งหนึ่ง  ไม่มีอะไรที่สร้างขึ้นมาแล้วเป็นสิ่งคงทนถาวร   อะไรที่ถูกสร้างขึ้นมาจะต้องถูกทำลาย!   เมล็ดได้ถูกหว่านลงไปบนท้องทุ่ง เมล็ดงอกงามเติบโตและในที่สุดก็ไปสู่จุดจบ ธัญญาหารก็ถูกเก็บเกี่ยว มนุษย์ได้วางแผนและทำตามแผนที่ได้วางไว้  เมื่อทำเสร็จแล้วก็จะถูกทำลายไปตามกาลเวลา การทำงานของพลังทั้งสามของ การสร้าง การบำรุงรักษาและการทำลายล้าง เป็นมรดกในระบบของตัวของมันเอง ไม่มีความเจริญรุ่งเรืองที่มีการคงอยู่สืบเนื่องไปอย่างถาวร   สรรพสิ่งจะต้องผ่านสภาวะทั้งสามนี้</span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/พ7.png"><img class=" wp-image-1264 aligncenter" alt="พ7" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/พ7-756x1024.png" width="448" height="606" /></a></p>
<h2><span style="color: #ff0000;"><b>เวลาแห่งการกระทำที่สูงส่งของพระเจ้า </b><b></b></span></h2>
<p style="text-align: justify;">                 <span style="color: #ff0000;">ละครโลกก็ทำหน้าที่เช่นเดียวกัน พระเจ้าพ่อชีว่ากระทำการที่สูงส่งของท่าน ในการสร้าง บำรุงรักษาและทำลายล้าง ในตอนจบของทุกๆ กัลป์  ซึ่งเป็นเวลาที่ความไม่ถูกต้องชอบธรรม ไม่มีศาสนาและไม่มีความสงบถึงขีดสุดมาถึง ท่านจะแสดงการทำหน้าที่ที่สูงส่งสามประการโดยผ่านเทพละเอียดที่สูงส่งทั้ง 3 คือ บราห์มา วิษณุและ ชางก้า</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พลังดวงวิญญาณ</title>
		<link>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93/</link>
		<comments>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Oct 2013 19:10:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[newlotusor]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[หลักสูตรความรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.shivasomkorat.org/?p=63</guid>
		<description><![CDATA[&#160; ความคิดของมนุษย์นั้นมีพลัง                การศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์ด้านพลังจิต เปิดเผยว่าในร่างกายคนเราทุกๆคนจะมีการแผ่รังสีที่เรียกว่า(Aura) เป็นรังสีของแสงที่ละเอียดอ่อนมาก(very subtle light)ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาหยาบของเรา รังสีเปล่งออกมาอยู่รอบๆ ตัวของแต่ละคน ซึ่งรังสีนี้ถูกควบคุมโดยสภาวะจิตใจของแต่ละคนอย่างเป็นอัตโนมัติ!                การพิสูจน์ต้องใช้กล้องเคอเรียน (Kirlian Photography) ซึ่งเป็นเครื่องมือพิเศษที่ใช้จับภาพรังสีที่มีความละเอียดอ่อนมาก ซึ่งผลทำให้ทราบว่า ผู้ที่มีสภาวะความคิดเป็นบวก คือเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ มีจิตใจดี มีความสงบเยือกเย็น มีความสุข ผลของภาพแสงที่ปรากฏออกมาจะมีเฉดสีโทนสว่าง ยิ่งผู้ใดที่มีพลังจิตด้านบวกมากๆ โดยเฉพาะผู้ที่ฝึกสมาธิอย่างเข้มข้นนั้นก็จะปรากฏให้เห็น มีแสงสว่างเข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีก ตรงกันข้ามหากผู้ใดมีความคิดด้านลบ จิตตกหดหู่ เศร้าซึม อ่อนเพลียอ่อนล้า มีนิสัยมุทะลุ มีอารมณ์โกรธหรือโมโหร้ายเป็นนิจ เครียดวิตกกังวลเศร้าโศกเสียใจไม่มีความสุข ผลของภาพของแสงที่ออกมาก็จะมีโทนสีดำคล้ำ มีขอบเส้นที่มืดทึม ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ความตึงเครียดที่กดดันจิตใจของเราอยู่นั้นมีผลกระทบต่อร่างกายนั่นเอง! และนั่นก็เป็นสาเหตุของโรคร้ายต่างๆ ที่เกิดกับมนุษย์โดยไม่รู้ตัว อาทิเช่น ความดันโลหิตสูง โรคหอบหืด โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคนอนไม่หลับ โรคหัวใจ และโดยเฉพาะโรคมะเร็ง &#8230; <a href="https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power1.png"><img class=" wp-image-293 aligncenter" alt="Power1" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power1.png" width="540" height="621" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1><span style="color: #ff0000;">ความคิดของมนุษย์นั้นมีพลัง</span></h1>
<p style="text-align: justify;">               <span style="color: #000000;">การศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์ด้านพลังจิต เปิดเผยว่าในร่างกายคนเราทุกๆคนจะมีการแผ่รังสีที่เรียกว่า<span style="color: #ff0000;">(Aura)</span> เป็นรังสีของแสงที่ละเอียดอ่อนมาก<span style="color: #ff0000;">(very subtle light)</span>ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาหยาบของเรา รังสีเปล่งออกมาอยู่รอบๆ ตัวของแต่ละคน ซึ่งรังสีนี้ถูกควบคุมโดยสภาวะจิตใจของแต่ละคนอย่างเป็นอัตโนมัติ!</span></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power2.png"><img class=" wp-image-294 aligncenter" alt="Power2" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power2.png" width="477" height="273" /></a></p>
<p style="text-align: justify;">              <span style="color: #000000;"> การพิสูจน์ต้องใช้กล้องเคอเรียน <span style="color: #0000ff;">(Kirlian Photography) </span>ซึ่งเป็นเครื่องมือพิเศษที่ใช้จับภาพรังสีที่มีความละเอียดอ่อนมาก ซึ่งผลทำให้ทราบว่า ผู้ที่มีสภาวะความคิดเป็นบวก คือเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ มีจิตใจดี มีความสงบเยือกเย็น มีความสุข ผลของภาพแสงที่ปรากฏออกมาจะมีเฉดสีโทนสว่าง ยิ่งผู้ใดที่มีพลังจิตด้านบวกมากๆ โดยเฉพาะผู้ที่ฝึกสมาธิอย่างเข้มข้นนั้นก็จะปรากฏให้เห็น มีแสงสว่างเข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีก ตรงกันข้ามหากผู้ใดมีความคิดด้านลบ จิตตกหดหู่ เศร้าซึม อ่อนเพลียอ่อนล้า มีนิสัยมุทะลุ มีอารมณ์โกรธหรือโมโหร้ายเป็นนิจ เครียดวิตกกังวลเศร้าโศกเสียใจไม่มีความสุข ผลของภาพของแสงที่ออกมาก็จะมีโทนสีดำคล้ำ มีขอบเส้นที่มืดทึม <span style="color: #ff0000;">ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ความตึงเครียดที่กดดันจิตใจของเราอยู่นั้นมีผลกระทบต่อร่างกายนั่นเอง!</span> และนั่นก็เป็นสาเหตุของโรคร้ายต่างๆ ที่เกิดกับมนุษย์โดยไม่รู้ตัว อาทิเช่น ความดันโลหิตสูง โรคหอบหืด โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคนอนไม่หลับ โรคหัวใจ และโดยเฉพาะโรคมะเร็ง ซึ่งทั้งหมดล้วนเกิดจากสภาวะจิตใจของมนุษย์เอง</span></p>
<p style="text-align: justify;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power3.png"><img class=" wp-image-295 aligncenter" alt="Power3" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power3.png" width="561" height="643" /></a>         <span style="color: #000000;"> ประเภทของความคิดจะเป็นตัวครอบงำจิตใจและกำหนดสภาวะจิตใจของคนๆนั้น ความคิดของจิตจะก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือน<span style="color: #0000ff;">(Vibrations)</span> และมีผลกระทบถึงบรรยากาศที่อยู่รอบๆ ตัวของผู้นั้น ดังนั้น เมื่อใครก็ตามที่เข้ามาใกล้ชิดก็จะได้รับกระแสของความคิดที่ปลดปล่อยออกมาด้วยเช่นกัน ขึ้นอยู่ว่ากระแสที่ปล่อยออกมานั้นจะเป็นกระแสทางด้านบวกหรือลบ บุคคลที่มีจิตใจที่อ่อนแอกว่าก็จะถูกกระแสของผู้อื่นที่เข้มแข็งกว่าครอบงำได้ จึงเป็นคำตอบได้ว่า เหตุใดเมื่อเราเข้าไปสู่บรรยากาศที่สกปรก ในบรรยากาศที่ตึงเครียด กดดันหรือวุ่นวายสับสนอลหม่าน ฯลฯ เราก็จะถูกดึงดูดเข้าไปสู่สภาวะนั้น ผลจากการถูกกระทบจากความคิดที่มีพลังลบนั้น บางคนถึงกับปวดหัวตัวร้อนหรือสมองมึนชา ตึงเครียดไม่มีสมาธิ นอนไม่หลับโดยไม่รู้สาเหตุ หนักเข้าก็กลายเป็นโรคนอนไม่หลับไปเลย แต่ถ้าเมื่อใดที่เราได้เข้าไปอยู่ในบรรยากาศของสถานที่ที่มีความสงบเยือกเย็น มีความปลอดโปร่งเบาสบาย สภาวะจิตของเราก็จะซึมซับบรรยากาศเหล่านั้นเขามาสู่ตัวเรา ทำให้รู้สึกถึงความสงบเยือกเย็นเช่นนั้นไปด้วย <span style="color: #ff0000;">ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า คุณภาพในพลังความคิดของมนุษย์ สามารถกำหนดและมีผลต่อสภาวะแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ได้</span></span></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power4.png"><img class=" wp-image-296 aligncenter" alt="Power4" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power4.png" width="506" height="491" /></a></p>
<p style="text-align: justify;" align="justify"><span style="font-family: Tahoma;"><span>            ผู้คนบนโลกทุกวันนี้ต่างห่วงใยกับสภาวะแวดล้อมที่เกิดเป็นพิษกันมากขึ้น ต่างเริ่มตระหนักถึงภัยคุกคามที่คืบคลานเข้ามาทุกขณะ วัตถุธาตุธรรมชาติของโลกนี้พร้อมแล้วที่จะปะทุให้เห็นถึงความหายนะและภัยร้ายที่เติบโตขึ้นมาจากน้ำมือของมนุษย์เองอันเกิดจากการเผาผลาญทำลายล้างธรรมชาติ และสร้างมลภาวะที่เป็นพิษให้เกิดกับเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ </span></span><span style="font-family: 'Angsana New', serif;"><span>!</span></span></p>
<p style="text-align: justify;" align="justify"><span style="font-family: Tahoma;"><span>            แหล่งกำเนิดมากมายที่เป็นต้นเหตุของมลภาวะที่เป็นพิษ อาทิ จากยวดยานพาหนะต่างๆ จากโรงงานอุตสาหกรรม สารเคมีจากยาฆ่าแมลง การตัดไม้ทำลายป่า ฯลฯ ซึ่งก็รวมถึงมลพิษทางอากาศที่เกิดจากท่าอากาศยานการบินทั่วทั้งโลกและโรงงานอุตสาหกรรม หรือมลพิษทางน้ำที่เกิดจากการทิ้งของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม และจากการทิ้งขยะลงแม่น้ำลำคลองของผู้คนที่อาศัยอยู่ตามบ้านเรือนต่างๆ มลพิษทางดินที่เกิดจากการฝังกลบขยะ หรือพิษที่เกิดจากกัมมันตภาพรังสีหรือจากการรั่วไหลของพลังงานนิวเคลียร์บนพื้นโลก แม้กระทั่ง มลพิษทางเสียงที่เกิดจากยานยนต์ทั้งหลาย เครื่องบิน หรือไม่ก็เสียงดังที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมหนักต่างๆ ทั่วโลก</span></span></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power5.png"><img class=" wp-image-297 aligncenter" alt="Power5" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power5.png" width="534" height="349" /></a></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power6.png"><img class=" wp-image-298 aligncenter" alt="Power6" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power6.png" width="532" height="149" /></a></p>
<p style="text-align: justify;">                 <span style="color: #ff0000;">อย่างไรก็ตาม มลพิษที่มีความสำคัญที่สุดซึ่งนับเป็นเมล็ดพันธุ์ต้นกำเนิดของมลพิษทุกๆ รูปแบบ ก็คือ <span style="text-decoration: underline;">มลพิษทางจิตใจ</span> เพราะว่าทุกข้อความทุกตัวอักษรที่มนุษย์คิดและนำไปสู่การปฏิบัติจนเป็นรูปธรรมด้วยน้ำมือมนุษย์ ล้วนมาจากความคิดที่กำเนิดจากจิตใจของมนุษย์นั่นเอง มลพิษทางจิตใจก่อให้เกิดมลพิษทางความคิดซึ่งจะแปรมาสู่คำพูดและการกระทำที่สกปรก</span></p>
<p style="text-align: justify;">                 สิ่งสร้างทั้งหลายที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการอย่างฟุ่มเฟือยนั้น ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมากมายทั่วโลก ทั้งหมดก็เกิดจากจิตมนุษย์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของความคิดที่ก่อให้เกิดมลพิษทั้งมวล ความคิดซึ่งถูกชักจูงด้วยอำนาจด้านลบของความชั่วร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ กามตัณหาราคะและความใคร่ เป็นตัวนำมาซึ่งการเพิ่มของจำนวนประชากรในโลกสูงมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ส่งผลเชื่อมโยงที่ทำให้ความต้องการด้านวัตถุเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคเครื่องอำนวยความสะดวก ความต้องการที่จะมีชีวิตหรูหราสะดวกสบาย เมื่อความต้องการทั้งหลายเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัวเพราะความทะยานอยากและความโลภ จึงเป็นเหตุของการเกิดโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ก็เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง และแน่นอน การเพิ่มขึ้นของโรงงานอุตสาหกรรมนั้น ก็ย่อมจะนำมาซึ่งสภาวะแวดล้อมเป็นพิษที่จะทำลายชั้นบรรยากาศของโลกมากยิ่งขึ้นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้! และนี่เองที่เป็นสาเหตุของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มนุษยชาติมาก่อน <span style="color: #ff0000;">แต่ทว่า&#8230;หายนะครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติที่แท้จริงนั้น&#8230;.ยังมาไม่ถึงอย่างแท้จริง !</span></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power7.png"><img class=" wp-image-299 aligncenter" alt="Power7" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power7-563x1024.png" width="539" height="751" /></a></p>
<h1><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #ff0000;"><span style="font-family: CordiaUPC, sans-serif;"><span><b>มลพิษทางจิต และผลกระทบ</b></span></span></span></span></h1>
<p style="text-align: justify;">               <span style="color: #000000;">ชีวิตที่แท้จริงของมนุษย์นั้นก็คือ ดวงวิญญาณ ที่สถิตอยู่ในร่างกาย ดวงวิญญาณและร่างกายมีความแตกต่างกันและแบ่งแยกจากกัน ร่างกายมนุษย์นั้นถูกสร้างขึ้นมาจากวัตถุธาตุทั้ง 5 ประกอบด้วย เนื้อ หนัง กระดูก เส้นประสาท กล้ามเนื้อ อวัยวะต่างๆ รวมทั้งสมอง ส่วนดวงวิญญาณนั้นไม่ใช่วัตถุธาตุที่จับต้องได้ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความละเอียดอ่อนอย่างที่สุดและมีอำนาจมากมาย ซึ่งประกอบไปด้วย จิตใจ <span style="color: #ff0000;">(Mind)</span> สติปัญญา <span style="color: #ff0000;">(Intellect) </span>การตัดสินใจและรอยประทับ <span style="color: #ff0000;">(Resolves or Sanskars) </span>ดวงวิญญาณที่สถิตอยู่ในร่างกายและจะคอยควบคุมกระบวนการคิดทั้งหมด ความคิดที่แสดงออกทางคำพูดและการกระทำจะถูกสั่งการโดยผ่านสมอง เส้นประสาทและกล้ามเนื้อ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000000;">               และร่างกายมนุษย์เราก็ต้องเชื่อมโยงกับสภาวะแวดล้อม มีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นอย่างแยกกันไม่ออกกับวัตถุธาตุทั้ง 5 ทางธรรมชาติ ตั้งแต่กระบวนการนำเข้าภายในร่างกาย การย่อยสลายและการขับถ่ายเป็นเวลายาวนานมาแล้ว กระบวนการนี้ได้ค่อยๆ เพิ่มพูนความสกปรกให้กับสภาพแวดล้อมภายนอกจนเกิดเป็นมลพิษขึ้น เมื่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษนั้นมาอยู่ล้อมรอบตัวมนุษย์ มลพิษก็จะส่งผลโดยตรงด้วยการไปบีบกดบีบคั้นร่างกายและจิตใจจนในที่สุดก็ทำให้มนุษย์เกิดมลพิษทางจิตใจขึ้น และมลพิษทางจิตนั้นก็ได้นำมนุษย์ไปสู่ความคิดที่จะสร้างโครงการต่างๆ ภายใต้กระแสคลื่นความคิดด้านลบ ซึ่งก็คือ ต้นเหตุของปัญหามากมายที่เป็นลูกโซ่อยู่ทุกวันนี้</span></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power8.png"><img class=" wp-image-300 aligncenter" alt="Power8" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power8.png" width="552" height="594" /></a></p>
<address><strong><span style="color: #000080;"><span style="font-family: Tahoma;">มลพิษทางจิตนี้ได้ทำให้ จิตใจ(Mind)</span><span style="font-family: Tahoma;">และ สติปัญญา(Intellect)</span><span style="font-family: Tahoma;">รวมทั้งร่างกายมนุษย์ถูกกระทบอย่างรุนแรงจากสภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษ และมลพิษทางจิตใจก็ชักนำมนุษย์ให้ก้าวไปสู่วงจรแห่งความเสื่อมทรามและชั่วร้ายที่เพิ่มทวีขึ้น</span></span></strong></address>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #ff0000;"><span style="font-size: x-large;">มลพิษทางจิต ส่งผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อม</span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-family: Tahoma; color: #000000;">ผลกระทบหลักๆ สามประการที่ก่อให้เกิดสภาวะแวดล้อมเป็นพิษ คือ</span></p>
<ul>
<li>
<p align="justify"><span style="color: #000000;"><span style="font-family: Tahoma;">การลดลงหรือสูญสลายไปของชั้นบรรยากาศโอโซน <span style="color: #0000ff;">(Ozone Layer)</span></span></span></p>
</li>
<li>
<p align="justify"><span style="color: #000000;"><span style="font-family: Tahoma;">ปรากฏการณ์ฝนกรด <span style="color: #0000ff;">(Acid-rain)</span></span></span></p>
</li>
<li>
<p align="justify"><span style="color: #000000;"><span style="font-family: Tahoma;">สภาวะโลกร้อน <span style="color: #0000ff;">(Global Warning)</span></span></span></p>
</li>
</ul>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power9.png"><img class=" wp-image-301 aligncenter" alt="Power9" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power9.png" width="552" height="297" /></a></p>
<p style="text-align: justify;" align="justify"><span style="font-family: Tahoma;"><span>             <span style="color: #000000;">จากการศึกษาวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้ยอมรับและเปิดเผยแล้วว่า โอโซนในชั้นบรรยากาศโลกซึ่งตลอดมาได้ทำหน้าที่คอยปกคลุมล้อมรอบโลกไว้จากรังสีอุลตร้าไวโอเลตของพระอาทิตย์ที่ส่องมายังโลก และยังทำหน้าที่ปรับสมดุลให้กับโลกและสิ่งมีชีวิตทั้งมวลบนโลกใบนี้ แต่ปัจจุบันนี้โอโซนเหล่านั้นได้ลดน้อยลงเรื่อยๆ และกำลังจะหมดไปในไม่ช้านี้ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเกิดจากการรั่วไหลของสารฟรีออน<span style="color: #ff0000;">(freon)</span></span></span></span><span style="color: #000000;"><span style="font-family: Tahoma;">หรือสารฟูลโอคาร์บอนที่ใช้ในอุตสาหกรรมความเย็นทั้งหลายเช่น แอร์คอนดิชั่น ตู้เย็น สารเอโรซอล<span style="color: #ff0000;">(aerosol)</span></span><span style="font-family: Tahoma;">หรือก๊าซเฉื่อยที่ใช้อัดในกระป๋องสเปรย์ ฯลฯ เมื่อสารฟรีออนนี้หลุดลอยเข้าไปในชั้นบรรยากาศและสะสมมากขึ้น ก็จะไปทำปฏิกิริยากับโอโซนซึ่งจะมีผลทำให้โอโซนนั้นลดน้อยลง ภาพถ่ายจากดาวเทียมได้แสดงให้เห็นว่าเหนือแอนตาร์กติกานั้นจำนวนโอโซนได้ลดน้อยลงจนทะลุเป็นวงกว้างอย่างน่าเป็นห่วง ซึ่งหมายถึงว่าชั้นโอโซนที่กรองแสงอุลตร้าไวโอเลตจากพระอาทิตย์ไว้นั้น บัดนี้กำลังจะหมดไปในไม่ช้า และอันตรายอันใหญ่หลวงกำลังคืบคลานเข้ามาสู่มวลมนุษยชาติทั้งอันตรายที่เกิดจากโรคมะเร็งทางผิวหนัง และอีกหลายๆโรคที่จะถูกกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาการและก่อให้เกิดโรคภัยใหม่ๆที่ไม่มียารักษาได้ก็จะมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ และผลกระทบนี้ย่อมหมายรวมถึงสัตว์โลกและพืชผักธัญญาหารทั้งหมดบนโลกนี้</span></span></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power10.png"><img class=" wp-image-302 aligncenter" alt="Power10" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power10.png" width="557" height="305" /></a></p>
<p style="text-align: justify;">                <span style="color: #ff0000;">ภาพชั้นโอโซนสีเขียวที่ห่อหุ้มโลกไว้นานหลายล้านปี บัดนี้ได้ถูกทำลายและทะลุขยายเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ และอย่างรวดเร็วอย่างไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลง นี่คือภาพถ่ายดาวเทียมแสดงชั้นโอโซนที่ถูกทำลายตำแหน่งบริเวณแอนตาร์กติกา ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลภาพถ่ายทางดาวเทียม ตั้งแต่ปี 1979-2009</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000000;">                การเพิ่มขึ้นของจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมบนโลก เท่ากับเพิ่มมลภาวะที่เป็นพิษให้กับชั้นบรรยากาศสูงขึ้นไปอีก เมื่อสารไนโตรออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ลอยขึ้นไปสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ แล้วรวมตัวกับความชื้นของหมอกและไอน้ำก็จะแปรสภาพไปเป็นไนตริกเอซิดและซัลเฟอร์ริกเอซิด<span style="color: #ff0000;">(Nitric acid and sulphuric acid)</span> จากนั้นกลั่นตัวกลายเป็นฝนกรด  ส่งผลให้จำนวนทะเลสาบที่มีประมาณ 40,000 แห่งทั่วโลกประสบปัญหาขาดแคลนสัตว์น้ำเพราะฝนกรดนี้  พื้นที่ป่าไม้นับพันกิโลเมตรก็จะถูกผลกระทบอย่างรุนแรง ทั้งพื้นที่เพาะปลูก  แหล่งผลิตอาหารโลกก็ประสบปัญหาสภาพเสื่อมโทรมและเกิดมลพิษ เป็นปัญหาลูกโซ่ไปสู่สภาพการขาดแคลนแหล่งผลิตอาหารโลกที่กำลังเกิดรุนแรงขึ้นทุกขณะ</span></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power11.png"><img class=" wp-image-303 aligncenter" alt="Power11" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power11.png" width="585" height="319" /></a></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power12.png"><img class=" wp-image-304 aligncenter" alt="Power12" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power12.png" width="589" height="279" /></a></p>
<h2 style="text-align: center;" align="justify"><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #ff0000;"><span>สภาวะโลกร้อน </span></span></span><span style="color: #ff0000;"><span style="font-family: 'Angsana New', serif;"><span>(Global Warming)</span></span></span></h2>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power13.png"><img class=" wp-image-305 aligncenter" alt="Power13" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power13.png" width="597" height="215" /></a></p>
<p style="text-align: justify;" align="justify"><span style="font-family: Tahoma;"><span>            <span style="color: #000080;">ปฏิกิริยาเรือนกระจก<span style="color: #ff0000;">(Green-House Effect)</span></span></span></span><span style="color: #000080;"><span style="font-family: Tahoma;">ทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเพราะการเพิ่มของจำนวนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลก การเพิ่มขึ้นนั้นมีหลายสาเหตุด้วยกันคือการขุดใช้พลังงานน้ำมันมากเกินไป การบุกรุกทำลายป่าจนเป็นบริเวณกว้าง การเพิ่มขึ้นของมลพิษบนโลกและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มทวีขึ้นอีกเรื่อยๆ การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกที่เกิดความร้อนที่เพิ่มขึ้น นักวิทยาศาสตร์ได้ทำนายไว้ว่าหากสถานการณ์ยังคงดำเนินไปอยู่อย่างนี้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ภายในไม่กี่ปีนี้ น้ำทะเลจะสูงขึ้นถึงระดับที่มนุษย์ไม่อาจจะคาดคิดได้ นั่นอาจหมายถึงว่าผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้หรือติดกับมหาสมุทรทั้งหลายขณะนี้ก็อาจจะไม่มีที่อยู่อาศัยเลยเมื่อถึงเวลานั้น</span></span></p>
<p style="text-align: justify;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power14.png"><img class=" wp-image-306 aligncenter" alt="Power14" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power14.png" width="603" height="360" /></a><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #666666;"><span style="font-family: CordiaUPC, sans-serif;"><span>        </span></span></span></span>     <span style="color: #000000;">ทุกวันนี้เราต่างได้ประจักษ์ถึงภัยร้ายแรงจากหายนะที่เกิดจากสภาวะโลกร้อนกันทั่วทั้งโลก  ภัยร้ายแรงที่คร่าชีวิตมวลมนุษย์ไปอย่างที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์อารยะธรรมมนุษย์มาก่อน   บัดนี้วิกฤตสภาพอากาศระดับโลกได้ถลำลึกไปจนยากที่กลับคืนมาสู่วันเดิมได้อีกแล้ว   น้ำแข็งจากขั้วโลกและน้ำแข็งจากเทือกเขาหิมาลัยที่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญทั้ง7 สาย   ที่หล่อเลี้ยงผู้คน 40% ของประชากรโลก  จากนี้ไป มวลมนุษย์จะต้องเผชิญกับสภาวะขาดแคลนน้ำจืดอย่างรุนแรงทั่วโลก  เพราะผลของสภาวะโลกร้อนที่ทำให้น้ำแข็งจากเทือกเขาหิมาลัยละลายจนหมด</span></p>
<p style="text-align: justify;" align="justify"><span style="color: #000000;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power15.png"><span style="color: #000000;"><img class=" wp-image-307 aligncenter" alt="Power15" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power15.png" width="615" height="176" /></span></a></span></p>
<p style="text-align: justify;" align="justify"><span style="color: #666666;"><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-family: CordiaUPC, sans-serif;"><span>            <span style="color: #000000;">สภาวะโลกร้อนได้ทำให้อุณหภูมิในมหาสมุทรสูงขึ้น  ก่อให้เกิดพายุรุนแรงและถี่ขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นไต้ฝุ่น  เฮอร์ริเคน  ไซโคลน  จำนวนหลายร้อยลูกที่พัดกระหน่ำชายฝั่งทั่วโลกอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  โดยเฉพาะพายุเฮอร์ริเคนแคทริน่าที่พัดกระหน่ำเมืองนิวออร์ลีนส์ในเดือนสิงหาคม 2005  ได้สร้างความเสียหายครั้งประวัติศาสตร์  ทำให้มีคนตาย 2 พันกว่าคน  และทรัพย์สินเสียหาย 8 หมื่นกว่าล้านเหรียญสหรัฐ</span></span></span></span></span></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power17.png"><img class=" wp-image-309 aligncenter" alt="Power17" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power17.png" width="613" height="181" /></a></p>
<p align="justify"><span style="color: #000080;"><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-family: CordiaUPC, sans-serif;">เอเอฟพี รายงานว่า – ในรอบปี 2008 </span></span><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-family: CordiaUPC, sans-serif;">ที่ผ่านมา ได้เกิดภัยพิบัติและหายนะขึ้นในที่ต่างๆ ทั่วโลก สร้างความสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สินมากมาย ได้แก่</span></span></span> </p>
<h2 style="text-align: center;" align="justify"><span style="color: #ff0000;"><strong>มหันตภัยพายุไซโคลนนาร์กิส</strong> </span></h2>
<p align="justify">               <span style="color: #000080;">พายุไซโคลนนาร์กิสพัดถล่มพม่า ทำให้มีผู้เสียชีวิต หรือสูญหายถึง 138,000 คน ประชาชนไร้ที่อยู่อาศัย 2.4 ล้านคน และสร้างความเสียหายให้เรือกสวนไร่นาเป็นบริเวณกว้างขวาง</span></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><span style="color: #000000;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power18.png"><span style="color: #000000;"><img class=" wp-image-310 aligncenter" alt="Power18" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power18.png" width="620" height="346" /></span></a></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;"><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: x-large;">ธรณีพิโรธในจีน เจอแผ่นดินไหวรุนแรงถึง </span></span></span><span style="color: #ff0000;"><span style="font-family: 'Angsana New', serif;"><span style="font-size: x-large;">8.0 </span></span><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: x-large;">ริกเตอร์</span></span></span></p>
<p style="text-align: justify;" align="justify"><span style="color: #666666;">              </span><span style="color: #000080;"><span style="font-family: Tahoma;">เหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 8.0</span><span style="font-family: Tahoma;">ริกเตอร์ เล่นงานมณฑลเสฉวนของจีน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 88,000 </span><span style="font-family: Tahoma;">คน และไม่ต่ำกว่า 375,000</span><span style="font-family: Tahoma;">คนที่ได้รับบาดเจ็บ ประชาชนไร้ที่อยู่อาศัยอีก 5</span><span style="font-family: Tahoma;">ล้านคน และอีกเกือบ 1.5 </span><span style="font-family: 'Angsana New', serif;"> </span><span style="font-family: Tahoma;">ล้านคนต้องอพยพย้ายถิ่น โดยภัยพิบัติครั้งนี้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่าสูงถึง 124,000 </span><span style="font-family: Tahoma;">ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอาจมากถึง </span><span style="font-family: 'Angsana New', serif;">254,000 </span><span style="font-family: Tahoma;">ดอลลาร์</span></span></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power19.png"><img class=" wp-image-311 aligncenter" alt="Power19" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power19.png" width="622" height="322" /></a></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #ff0000;"><span style="font-size: x-large;">พายุใหญ่ </span></span></span><span style="color: #ff0000;"><span style="font-family: 'Angsana New', serif;"><span style="font-size: x-large;">4 </span></span><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: x-large;">ลูก เฮอริเคนและโซนร้อน ชายฝั่งสหรัฐฯ ถูกพายุเฮอริเคนกระหน่ำยับ</span></span></span></p>
<p style="text-align: justify;" align="justify"><span style="color: #666666;"><span style="font-family: Tahoma;"><span>            <span style="color: #000080;">พายุโซนร้อนเฟย์ เฮอริเคนกุสตาฟ พายุฮานนา และเฮอริเคนไอค์ ได้กระหน่ำเฮติลูกต่อลูกตลอดเดือนสิงหาคม และกันยายน 2008 </span></span></span></span><span style="color: #000080;"><span style="font-family: Tahoma;">ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 800 </span><span style="font-family: Tahoma;">คน โดยเป็นประชากรกว่าครึ่งของเมืองโกนาอีฟส์ด้วย นอกจานี้พายุเหล่านั้นยังทำให้ประชาชนไร้บ้านนับล้านคน โดยเฉพาะที่แคริบเบียนเคาน์ตี ซึ่งเป็นเมืองที่ยากจนที่สุดในภูมิภาค บ้านเรือนเสียหายกว่า 100,000</span><span style="font-family: Tahoma;">หลัง</span></span></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><img class=" wp-image-312 aligncenter" alt="Power20" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power20.png" width="624" height="370" /></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #ff0000;"><span style="font-size: x-large;">ไฟป่าแคลิฟอร์เนีย ผลาญบ้านเรือนผู้คนหลายร้อยหลังคา</span></span></span></p>
<p style="text-align: justify;">              <span style="color: #000000;">ไฟป่าร้ายแรงลุกลามไปทั่วตอนเหนือของลอสแองเจลีส เมื่อกลางเดือนตุลาคม ด้วยมีกระแสลมแรงช่วยพัดให้ไฟลุกโชนขยายกินพื้นที่กว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีผู้เสียชีวิต 1 คน และอีกนับหมื่นคนที่ต้องหนีออกจากบ้านของตัวเอง บริเวณที่ถูกไฟไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านกว่า 19,000 เอเคอร์ ภายในเวลาเพียง 5 วัน นอกจากนี้ ในวันที่ 12 พฤศจิกายน ยังเกิดไฟป่าอีก 3 แห่ง เผาผลาญบ้านเรือนกว่า 800 หลังคา กินพื้นที่กว่า 42,000 เอเคอร์ในลอสแองเจลีส และซานตา บาร์บาราด้วย</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000000;">              ส่วนในปี 2010 ที่ผ่านมา มนุษย์ก็ต้องประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างหนักหนาสาหัสกันแล้ว บริษัทประกันภัย Munich Re รายงานว่า เมื่อปีที่ผ่านมาความเสียหายที่เกิดจากภัยธรรมชาตินั้นสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จำนวนผู้เสียชีวิตมีกว่า 295,000 ราย และมูลค่าความเสียหายกว่า 130 พันล้านเหรียญ ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2009 จำนวนผู้เสียชีวิตมีทั้งหมด 11,000 รายและมูลค่าความเสียหายประมาณ 60 พันล้านเหรียญ และตัวเลขความเสียหายในปี 2010 นี้จะยิ่งน่าตกใจหากย้อนกลับไปดูสถิติเฉลี่ยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 66,000 ราย และทรัพย์สินเสียหายเฉลี่ย 95 พันล้านเหรียญ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000000;">               ตำแหน่งของการเกิดภัยพิบัตินั้นก็ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านๆ มา แบ่งตามทวีปได้เป็น ทวีปอเมริกาครองแชมป์สูงสุดที่ 362 ครั้ง ตามมาด้วยเอเชียของเรา 310 ครั้ง ยุโรป 120 ครั้ง 90 ครั้งในแอฟริกาและ 65 ครั้ง ในออสเตรเลียและโอเชียเนีย ภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายมากที่สุดก็คือแผ่นดินไหว โดยแค่แผ่นดินไหว 7.0 ริกเตอร์ ที่เฮติเมื่อเกือบ 1 ปีที่แล้วครั้งเดียวก็มีผู้เสียชีวิตกว่า 222,570 ราย แต่มูลค่าความเสียหายหายอยู่ที่ 8,000 ล้านเหรียญ เนื่องจากทรัพยสินที่เสียหายไม่ได้มีการทำประกันไว้ ส่วนที่สร้างความเสียต่อทรัพยสินมากที่สุดคือแผ่นดินไหว 8.8 ริกเตอร์ที่ชิลี ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายกว่า 30 พันล้านเหรียญ รองๆ ลงมาคือ ไฟไหม้ป่าที่รัสเซีย แผ่นดินไหวในจีน และน้ำท่วมในปากีสถาน</span></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power21.png"><img class=" wp-image-313 aligncenter" alt="Power21" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power21.png" width="617" height="182" /></a></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power22.png"><img class=" wp-image-314 aligncenter" alt="Power22" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power22.png" width="623" height="170" /></a></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power23.png"><img class=" wp-image-315 aligncenter" alt="Power23" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power23.png" width="623" height="171" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #ff0000;"><span style="font-size: x-large;">มลพิษทางดวงวิญญาณ คือ สาเหตุหลักของมลพิษทั้งปวง</span></span></span></p>
<p style="text-align: justify;">              <span style="color: #000000;">ดวงวิญญาณของมนุษย์นั้นมีพลัง พลังดวงวิญญาณที่สกปรกนั้น เปรียบได้กับต้นไม้ที่ปราศจากความร่มรื่นเขียวชอุ่มและไร้ซึ่งความหอมของดอกไม้และดอกผล นานมาแล้วที่ดวงวิญญาณของมนุษย์ถูกกระหน่ำโจมตีด้วยความคิดที่ชั่วร้ายและความคิดที่ไร้สาระ ดวงวิญญาณจึงไม่สามารถจะสัมผัสกับความสงบ ความรักและความสุขที่แท้จริงได้ นั่นเพราะเหตุปัจจัยมากมายที่ทำให้ดวงวิญญาณของเราไปสู่มลพิษ ซึ่งจะจำแนกได้ 5 ประการ คือ</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">1. กามราคะ<span style="color: #ff0000;">(Sex lust) </span>คือ ความไม่บริสุทธิ์ มั่วโลกีย์ เบี่ยงเบนและความผิดปกติทางเพศ การลักลอบและการคบชู้</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">2. ความรุนแรง <span style="color: #ff0000;">(Violence)</span> ความโกรธแค้นเกลียดชัง ความก้าวร้าว และการขาดความยับยั้งอดทนอดกลั้น นำไปสู่การก่ออาชญากรรม เช่น การฆ่าคนตาย การฆ่าตัวตาย การข่มขืนกระทำชำเรา</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">3. ความโลภ <span style="color: #ff0000;">(Greed)</span> คือ ความกระหายทยานอยากในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จนมากเกินไป ความอยากมีอยากครอบครองสิ่งของและผู้คนที่ไม่ใช่ของตน ไม่รู้จักความพอเพียง ความอิจฉาริษยา</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">4. ความยึดติดผูกพัน <span style="color: #ff0000;">(Attachment)</span> คือ การมีจิตใจที่คับแคบ เห็นแก่ตัว อ่อนแอ ขี้ขลาด ไม่กล้าเผชิญสถานการณ์ต่างๆ ยึดมั่นและพึ่งพิงสิ่งรอบตัว</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">5. ความหยิ่งทะนงในตน <span style="color: #ff0000;">(Ego-Arrogance)</span> ความดื้อดึงยโส หลงตน มีทิฐิและความอวดถือดี</span></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-size: x-large;">ผลที่ตามมาจากมลพิษทางดวงวิญญาณ ทั้ง </span></span></span></span><span style="color: #ff0000;"><span style="font-family: 'Angsana New', serif;"><span style="font-size: x-large;"><span style="text-decoration: underline;">5 </span></span></span><span style="font-family: Tahoma;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-size: x-large;">ก็คือ</span></span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="color: #008000;"><span style="font-family: 'Angsana New', serif;">1. </span><span style="font-family: Tahoma;">การเพิ่มของจำนวนประชากรบนโลกนี้จนมากเกินไป นำไปสู่ปัญหามากมายในสังคม </span></span></p>
<p align="justify"><span style="color: #008000;"><span style="font-family: 'Angsana New', serif;">2.</span><span style="font-family: Tahoma;">ความวุ่นวายสับสนในสังคม มีแต่ความไม่ซื่อสัตย์ต่อกัน มีแต่การโกหกหลอกลวง เอาเปรียบกดขี่ เกิดการจลาจลและไร้สันติสุขทั่วทั้งโลก</span></span></p>
<p align="justify"><span style="color: #008000;"><span style="font-family: 'Angsana New', serif;">3. </span><span style="font-family: Tahoma;">การขยายตัวของชุมชนเมืองที่สร้างปัญหาสภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษอย่างรุนแรง</span></span></p>
<p align="justify"><span style="color: #008000;"><span style="font-family: 'Angsana New', serif;">4. </span><span style="font-family: Tahoma;">การใช้อำนาจของผู้นำที่ไม่เป็นธรรมและมีจิตที่สกปรก พาไปสู่ความไม่มีขื่อมีแปขึ้นในสังคมโลก</span></span></p>
<p align="justify"><span style="color: #008000;"><span style="font-family: 'Angsana New', serif;">5.</span><span style="font-family: Tahoma;">ทัศนคติที่เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงตนถือดีนำไปสู่ความกลัวและความหวาดระแวงต่อกัน จนก่อให้เกิดสงครามการทำลายล้างและหายนะครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษย์ชาติ</span></span></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"> </p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/nuclear_fireball.png"><img class="size-full wp-image-1451 aligncenter" alt="nuclear_fireball" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/nuclear_fireball.png" width="580" height="493" /></a></p>
<p style="text-align: justify;" align="justify"><span style="font-family: Tahoma;"><span>          <span style="color: #000000;">ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจากมลพิษทางจิตใจ ซึ่งสามารถจะแก้ปัญหาได้ด้วยการรู้ตื่นขึ้นของจิตภายในด้วยการเชื่อมต่อทางความคิดและความรู้สึกกับสิ่งสูงสุดอันบริสุทธิ์สงบ ปัญหาใหญ่ๆของมนุษย์ที่ประสบอยู่ในขณะนี้ก็จะแก้ไขได้ไม่ยาก จิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสูงส่งบริสุทธิ์ สงบ ปีติสุขและความรัก เปรียบได้กับต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์ให้ร่มเงาที่ร่มเย็นแก่ผู้คนในสังคมให้ได้พักผ่อนหย่อนใจหายเหน็ดเหนื่อย สภาวะจิตใจที่ดีสามารถจะบ่มเพาะขึ้นได้ก็ด้วยการพัฒนาและรู้ตื่นขึ้นของดวงวิญญาณในตน ดั่งเช่นดวงวิญญาณสูงสุดที่เป็นจุดแห่งแสงที่ทรงด้วยอำนาจแห่งความรักและบริสุทธิ์เสมอมา</span></span></span></p>
<p style="text-align: center;" align="justify"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power25.png"><img class=" wp-image-317 aligncenter" alt="Power25" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Power25.png" width="568" height="611" /></a></p>
<p style="text-align: justify;" align="justify">              <span style="color: #ff0000;">มลพิษทุกชนิดบนโลกนี้มีต้นกำเนิดและเกิดจากการริเริ่มโดยจิตใจของมนุษย์ จิตใจเป็นเมล็ดพันธุ์ของความคิด และความคิดก็คือต้นกำเนิดของความต้องการที่จะสร้างวัตถุสิ่งของทั้งหลายเพื่อมาสนองความต้องการและความโลภของตน โดยไม่ได้ตระหนักรู้และรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติที่เป็นเพื่อนผู้โอบอุ้มเราไว้ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เราประสบพบและกำลังทวีความรุนแรงสูงขึ้นถึงขีดสุดนั้น เกิดขึ้นจากมลพิษทางจิตหรือเป็นการตกต่ำของพลังดวงวิญญาณของมนุษย์นั่นเอง แต่สิ่งนี้สามารถจะแก้ปัญหาได้ด้วยการตื่นขึ้นของดวงวิญญาณภายในของเราเอง และ ราชโยคะ คือเครื่องมือที่สำคัญอันนั้น</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฉันคือใคร?</title>
		<link>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3/</link>
		<comments>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Oct 2013 19:09:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[newlotusor]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[หลักสูตรความรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.shivasomkorat.org/?p=61</guid>
		<description><![CDATA[“ฉัน” และ “ของฉัน” ( &#8220;I&#8221; and &#8220;MY&#8221; )                  และคำตอบที่ถูกต้องต่อคำถามที่ว่า “คุณคือใคร” ก็คือ “ฉันคือดวงวิญญาณ” ความแตกต่างระหว่างร่างกายและดวงวิญญาณ แสดงให้เห็นโดยการใช้คำว่า “ฉัน” และ “ของฉัน” ทั้งสองคำนี้แสดงความหมายที่แตกต่างกัน “ฉัน” หมายถึง ดวงวิญญาณ และ“ของฉัน” ใช้เมื่อดวงวิญญาณแสดงความเป็นเจ้าของในทรัพย์สมบัติที่มี   ซึ่งร่างกายก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นสมบัติของดวงวิญญาณ         เมื่อเราอาศัยอยู่ในกระท่อม เราก็จะพูดว่า  “นี่เป็นกระท่อมของฉัน”  หรือ “กระท่อมนี้เป็นของฉัน”  เราจะไม่พูดว่า “ฉันเป็นกระท่อม”     เช่นเดียวกับเมื่อเราจะพูดถึงอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเรา  เราก็จะพูดว่า นี่เป็น “จมูกของฉัน” “ลูกตาของฉัน” ฯลฯ &#8230; <a href="https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-large wp-image-131" alt="body_soul_1" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/body_soul_1-610x1024.png" width="693" height="1024" /></p>
<h2><span style="color: #ff0000;"><b>“ฉัน”</b><b> </b><b>และ “ของฉัน”</b> ( &#8220;I&#8221; and &#8220;MY&#8221; )</span></h2>
<p style="text-align: justify;">                 และคำตอบที่ถูกต้องต่อคำถามที่ว่า “คุณคือใคร” ก็คือ “ฉันคือดวงวิญญาณ” ความแตกต่างระหว่างร่างกายและดวงวิญญาณ แสดงให้เห็นโดยการใช้คำว่า “ฉัน” และ “ของฉัน” ทั้งสองคำนี้แสดงความหมายที่แตกต่างกัน “ฉัน” หมายถึง ดวงวิญญาณ และ“ของฉัน” ใช้เมื่อดวงวิญญาณแสดงความเป็นเจ้าของในทรัพย์สมบัติที่มี   ซึ่งร่างกายก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นสมบัติของดวงวิญญาณ         เมื่อเราอาศัยอยู่ในกระท่อม เราก็จะพูดว่า  “นี่เป็นกระท่อมของฉัน”  หรือ “กระท่อมนี้เป็นของฉัน”  เราจะไม่พูดว่า “ฉันเป็นกระท่อม”     เช่นเดียวกับเมื่อเราจะพูดถึงอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเรา  เราก็จะพูดว่า นี่เป็น “จมูกของฉัน” “ลูกตาของฉัน” ฯลฯ  และพูดถึงร่างกายว่า นี่คือ “ร่างกายของฉัน”    ด้วยเหตุนี้ชีวิตที่แท้ของเราจึงไม่ใช่ร่างกาย! แต่ร่างกายเป็นสมบัติของเรา   ร่างกายเปรียบได้กับกระท่อมและมีดวงวิญญาณซึ่งเป็นประธานอาศัยและควบคุมอยู่ภายใน</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/0.jpg"><img class="wp-image-1197 aligncenter" alt="0" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/0.jpg" width="312" height="235" /></a><span style="color: #0000ff;">ร่างกายเปรียบเป็นกระท่อม แตกต่างจากคนที่อาศัยอยู่ในกระท่อม </span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;">“ฉันเป็นดวงวิญญาณ&#8230;และร่างกายที่ฉันอาศัยอยู่ภายในนี้เป็นที่อยู่ชั่วคราวของฉัน”   </span></p>
<p style="text-align: center;"> </p>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;"><b>อะไรคือดวงวิญญาณและอะไรคือจิตใจ?  (</b>WHAT IS SOUL AND WHAT IS MIND?)</span></h2>
<p><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/00.png"><img class="wp-image-1196 aligncenter" alt="00" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/00.png" width="391" height="525" /></a></p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #0000ff;">                      (ภาพประกอบ) หากร่างกายเปรียบเป็นเช่น รถยนต์   ดวงวิญญาณก็คือคนขับรถที่บังคับรถยนต์ให้วิ่งไป ร่างกายไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองแต่หากเป็นดวงวิญญาณที่บังคับใช้มัน ดวงวิญญาณอาศัยอยู่กึ่งกลางระหว่างคิ้วสามารถจะคิดและตัดสินใจ กายเนื้อและกระดูกผสมผสานกับดวงวิญญาณสร้างชีวิตให้มวลมนุษย์</span></p>
<h2><span style="color: #ff0000;"><b>ดวงวิญญาณแสดงการกระทำโดยผ่านร่างกาย </b><b></b></span></h2>
<p style="text-align: justify;"><b>            </b>ดวงวิญญาณแสดงการกระทำของดวงวิญญาณโดยผ่านร่างกายที่ไม่มีความรู้สึกนึกคิด  เช่นเดียวกับคนที่พูดและฟังโดยใช้โทรศัพท์เป็นเครื่องมือ คนเป็นสิ่งที่แยกจากโทรศัพท์ เช่นกัน&#8230;ดวงวิญญาณก็เป็นสิ่งซึ่งแยกจากร่างกาย ความสัมพันธ์ระหว่างดวงวิญญาณและร่างกายสามารถอธิบายได้ดังภาพของคนขับรถยนต์และรถยนต์ คนขับนั้นเป็นผู้ที่ขับรถยนต์ไป ดวงวิญญาณอาศัยอยู่ในร่างกายและก็พาร่างกายไป รถยนต์นั้นอาจจะดีมาก แต่หากคนถือพวงมาลัยไม่รู้จักการบังคับรถให้ถูกทางเขาก็จะทำให้รถและตัวของเขาเองเกิดอุบัติเหตุได้   ดังนั้น ถ้าเราไม่รู้ระบบการทำงานที่ถูกต้องของดวงวิญญาณและร่างกาย&#8230; เราก็จะทำให้เกิดอุบัติเหตุในชีวิตได้  ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ  ความทุกข์ทรมานนั่นเอง   ความจริงแล้ว  ดวงวิญญาณนั่นเองที่แสดงการกระทำทั้งหมดผ่านร่างกาย   ร่างกายและอวัยวะเป็นเพียงเครื่องมือที่จะทำตามคำสั่งของดวงวิญญาณ     ดวงวิญญาณเป็นผู้ที่มองเห็น ได้ยิน รู้สึกและแสดงกระทำการโดยผ่านร่างกาย   กระบวนการเหล่านี้แสดงโดยผ่านเครื่องมือของประสาทสัมผัสทั้งห้า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยได้รับสารซึ่งส่งผ่านมาทางสมอง   ดวงวิญญาณจะพิจารณา ตัดสิน วางแผน คิดและจดจำด้วยการใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือ</p>
<h2><span style="color: #ff0000;"><b>ดวงวิญญาณต้องรับผลกระทบจากการกระทำที่เป็นบวกและลบ โดยผ่านร่างกาย</b></span></h2>
<p style="text-align: justify;">               ร่างกายนี้ทำด้วยธาตุทั้งห้าที่รู้จักกันดี คือ ดิน น้ำ ลม ไฟและอากาศ  เป็นธาตุที่รู้จักกันดีทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นส่วนประกอบของร่างกายและเป็นระบบกลไกของสรีระวิทยา ซึ่งหมายความว่าดวงวิญญาณไม่เพียงแต่กระทำการเท่านั้น  แต่ก็ยังได้รับผลของการกระทำที่มาในรูปของความพอใจและความเจ็บปวด ด้วยสสารเพียงอย่างเดียวไม่สามารถจะคิดและรู้สึกได้เอง เป็นดวงวิญญาณนั่นเองซึ่งได้รับประสบการณ์ต่างๆโดยผ่านร่างกาย ดังตัวอย่างเช่น สมมุติว่าคุณรู้สึกหิว คุณจึงรีบไปรับประทานอาหาร  ขณะที่กำลังรับประทานอาหารของโปรดที่เอร็ดอร่อยมาก และเคี้ยวอยู่ในปาก ทันใดนั้น&#8230;ก็มีญาติสนิทโทรมาบอกข่าวร้าย เป็นข่าวที่สร้างความโศกเศร้าให้กับคุณมาก ในวินาทีนั้นความเอร็ดอร่อยของอาหารจานโปรดของคุณที่กำลังอยู่ในปากนั้นได้อันตรธานหายไปโดยปลิดทิ้ง กลายเป็นความโศกเศร้าเข้ามาแทนที่ ทั้งที่อาหารยังอยู่ในปาก! นี่แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่ลิ้นที่สัมผัสกับความเอร็ดอร่อย แต่เป็นดวงวิญญาณซึ่งรับรสโดยผ่านลิ้นซึ่งเป็นอวัยวะทางร่างกาย ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจในประเด็นนี้ให้ลึกซึ้งว่า ดวงวิญญาณของเราไม่มีภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบที่จะตามมาจากการกระทำใดๆ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นจากตัวอย่างของความพิการทางร่างกายในเด็กที่เกิดใหม่ แม้เกิดมายังไม่ได้กระทำกรรมใดๆในชาติปัจจุบันก็ตาม แต่สิ่งที่ปรากฏจากความพิการนั้นมันมีสาเหตุมาจากชาติก่อนหน้านั้น นั่นเพราะดวงวิญญาณไม่ได้มีภูมิคุ้มกันต่อการกระทำในอดีต จึงต้องมารับผลจากสิ่งที่กระทำในชาติปัจจุบัน  ด้วยการมาเกิดและรับร่างใหม่ที่พิการตามกรรมที่ทำมาในชาติก่อน</p>
<p><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/0000.png"><img class="wp-image-1201 aligncenter" alt="0000" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/0000-1024x633.png" width="576" height="356" /></a></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;">              ด้วยเหตุนี้ ดวงวิญญาณและร่างกายนั้นมีความจำเป็นต่อกันและกันในสนามแห่งการกระทำ  ซึ่งเราเรียกว่าโลก(EARTH)  ร่างกายนั้นถูกพิจารณาว่าต่ำกว่าดวงวิญญาณในแง่ของคุณค่า ร่างกายนั้นเสื่อมสลายได้ขณะที่ดวงวิญญาณนั้นเป็นอมตะ ร่างกายนั้นสร้างจากเซลล์ที่เสื่อมสลายได้ ดวงวิญญาณเป็นสิ่งมีชีวิตอันเป็นอมตะไม่สามารถทั้งสร้างและทำลายได้ ดวงวิญญาณอยู่อย่างสมบูรณ์และต่อเนื่อง ดวงวิญญาณเป็นสิ่งที่ไม่ถูกกระทบด้วยกาลเวลา ดังนั้นชีวิตของมนุษย์จึงอยู่ภายใต้กฏแห่งความสัมพันธ์ของสองสิ่งคือ ร่างกายและดวงวิญญาณ ดำเนินไปในเวลาเดียวกันคือ เป็นผู้ที่ถูกจำกัดด้วยเวลาและเป็นอมตะ&#8230;เสื่อมสลายและเป็นนิรันดร!</span></p>
<h2><span style="color: #ff0000;">องค์ประกอบและหน้าที่ของดวงวิญญาณ</span></h2>
<p style="text-align: justify;">          <span style="color: #0000ff;"> “จิตใจ” <span style="color: #ff0000;">(Mind)</span> เป็นขบวนการของดวงวิญญาณที่ทำหน้าที่ใช้ความคิด ใช้การสร้างภาพจินตนาการ และสร้างสรรค์งานต่างๆ ความคิดทั้งหมดเกิดขึ้นในจิตใจ โดยมีพื้นฐานการคิดอยู่ภายใต้แรงกระตุ้นและความปรารถนาของผู้นั้น ความเร็วของจิตใจที่คิดนั้นมีความเร็วที่สุดจนไม่มีอะไรจะเปรียบได้ มันสามารถไปถึงสู่ทุกแห่งหนได้ทุกเวลา&#8230;เพียงแค่คิด<span style="color: #ff6600;">(การโลดแล่นท่องไปในจินตนาการ)</span> ความคิดนั้นสามารถจะพาคนๆหนึ่งกลับไปยังอดีตที่ผ่านมานาน หรือจะไปยังสถานที่ที่ไกลที่สุดได้เพียงเสี้ยววินาที&#8230;ความคิดเป็นพลังที่ละเอียดอ่อน ความคิดอยู่เหนือสิ่งกีดขวางของกาลเวลาและระยะทาง<span style="color: #ff6600;">(space-time)</span> เพียงหนึ่งวินาทีจิตใจเราก็สามารถเคลื่อนกลับไปยังอดีต หรือก้าวไปสู่อนาคตอันไกลโพ้นได้ หรือพาไปรับรู้ความรู้สึกในอดีตแห่งความทุกข์หรือความสุขที่เคยมีเคยเป็น หรือจะไป ณ แห่งหนใดก็ได้ด้วยความคิดที่เร็วยิ่งกว่าแสง   แต่<em> <b>จิตใจ</b> </em>นั้นแตกต่างจาก<em><b> หัวใจ</b> </em>ซึ่งเป็นอวัยวะของร่างกายมีหน้าที่สูบฉีดโลหิตให้หมุนเวียนไปหล่อเลี้ยงอวัยวะสำคัญทั่วร่างกายหยาบของเรา <span style="color: #ff6600; text-decoration: underline;">แต่จิตใจเป็นหน่วยงานหนึ่งของดวงวิญญาณ</span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;">          “สติปัญญา” <span style="color: #ff0000;">(Intellect)</span> เป็นขบวนการซึ่งแสดงเหตุผลและเป็นพลังการแยกแยะของดวงวิญญาณ&#8230;ทำหน้าที่รับรู้ เข้าใจ แสดงเหตุผล แยกแยะและตัดสิน สติปัญญานั้นจะต้องเข้าใจว่ามันแตกต่างจากมันสมองซึ่งเป็นอวัยวะของร่างกาย มันสมองเป็นตัวเชื่อมของประสาททั้งหมดและรับใช้ในฐานะที่เป็นแผงควบคุมที่ถูกสั่งการโดยดวงวิญญาณ และให้สมองไปควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆภายในร่างกาย   <span style="color: #ff6600; text-decoration: underline;">สติปัญญาไม่ใช่อวัยวะของร่างกายแต่เป็นกระบวนการตัดสินของดวงวิญญาณ</span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;">             “สันสการ์” <span style="color: #ff0000;">(Sunsakaras)</span> เป็นหน่วยงานที่สามของดวงวิญญาณ ซึ่งมีกระบวนการคือทำหน้าที่บันทึกรอยประทับเข้าใปในดวงวิญญาณ สิ่งที่ประทับเข้าไป(เหมือนการถ่ายรูปเก็บไว้ในแผ่นฟิลม์)ก็คือ การกระทำที่ได้กระทำเสร็จสิ้นไปแล้วของดวงวิญญาณดวงนั้น เมื่อประทับหรือบันทึกเก็บไว้แล้ว ก็จะส่งผลต่อดวงวิญญาณนั้นก็คือ มันจะกลายเป็นนิสัยที่แสนลึกอยู่ในดวงวิญญาณนั้น เมื่อใดที่ไปเกิดใหม่นิสัยที่ถูกประทับไว้ก็จะเริ่มแสดงออกมาเป็นลักษณะเฉพาะของคนคนนั้น เช่น อารมณ์ความรู้สึกนึกคิด นิสัย แนวโน้มที่ถูกกระตุ้นให้กระทำการเหมือนกับที่ชาติก่อนๆเคยกระทำมาตามที่ถูกบันทึกไว้ แม้ผู้นั้นไม่อยากกระทำตามแต่ก็จะถูกกระตุ้นให้ทำจนได้  ดังนั้น สันสการ์จึงมีพลังอย่างยิ่งที่จะเข้าควบคุมความคิดของดวงวิญญาณและเป็นตัวกำหนดลักษณะความเป็นบุคคลของแต่ละคนทั้งหมดไว้ด้วย</span></p>
<p><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/00000.png"><img class="wp-image-1200 aligncenter" alt="00000" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/00000-660x1024.png" width="384" height="595" /></a></p>
<h2><span style="color: #ff0000;">จิตใจ สติปัญญา และสันสการ์ ไม่ได้แยกห่างจากดวงวิญญาณ</span></h2>
<p style="text-align: justify;">                  กระบวนการทั้งสามของดวงวิญญาณคือ <span style="color: #ff0000;"><b>จิตใจ สติปัญญา และสันสการ์</b></span> ทำหน้าที่เชื่อมโยงต่อกันและกันอย่างยากที่จะแยกออกได้ เป็นสิ่งที่มีอยู่แต่ดั้งเดิมฝังอยู่ในดวงวิญญาณ เป็นมรดกและพลังอำนาจที่กระทำการซึ่งทำให้มันมีชีวิตและกลายเป็นสิ่งที่มีความนึกคิด ซึ่งแตกต่างจากสสารวัตถุธาตุซึ่งไม่มีความนึกคิด  ไม่สามารถกระทำได้โดยวัตถุธาตุที่ไม่มีความรู้สึกซึ่งประกอบกันขึ้นมาเป็นร่างกายหยาบของมนุษย์ ทั้งสามกระบวนการนั้น เป็นการทำงานของความปรารถนา การพิจารณา การตัดสินและการมีซึ่งประสบการณ์ของดวงวิญญาณแต่ละดวง ดังนั้น ความคิดที่ว่า “ฉันเป็นดวงวิญญาณ” ก็เป็นการแสดงออกซึ่งการทำงานของจิตใจที่เป็นความคิด และสติปัญญาที่เป็นพลังอำนาจในการตัดสินใจแยกแยะที่เกิดจากความเข้าใจ ที่นำไปสู่ประสบการณ์และการกระทำอันเป็นบทบาทที่สมบูรณ์ของดวงวิญญาณ จากนั้นก็เป็นสันสการ์ที่ถูกบันทึกไว้ในดวงวิญญาณ จากชาติหนึ่งไปสู่อีกชาติหนึ่ง</p>
<p style="text-align: justify;">                  ดวงวิญญาณจะได้รับสถานภาพของร่างใหม่ในชาติใหม่ที่เกิด จากผลที่ทำไว้ในชาติเกิดที่แล้ว <b>สันสการ์ </b>ไม่ใช่วัตถุธาตุหรือส่วนหนึ่งของกายหยาบ    แต่เป็นหนึ่งในกระบวนการของดวงวิญญาณซึ่งมีอำนาจมาก มันจะเป็นตัวกำหนดขอบเขตของช่วงเวลา และความยาวนานเกี่ยวกับการกระทำในชาติใหม่ เหมือนดั่งเช่น กระแสไฟฟ้าที่เป็นพลังงานที่ไร้ความรู้สึก กระทำการเหมือนกับแสงสว่าง ที่จะเปิดและปิดไปตามจังหวะที่ถูกบันทึกมาแล้ว เป็นทั้งความร้อนและความเย็น กำหนดการเคลื่อนไหวของดวงวิญญาณให้ มีพลัง มีความรู้สึก แสดงการกระทำต่างๆเป็นตามความปรารถนาที่บันทึกไว้ และสันสการ์นั้นก็จะทำงานสร้างแนวโน้มหรือกระตุ้นให้ที่มีผลต่อ <b> จิตใจ</b> ที่ก่อเกิดเป็นความคิดและมีประสบการณ์ของดวงวิญญาณดวงนั้น   และนำไปสู่ <b>สติปัญญา</b> ที่ทำหน้าที่พิจารณาแยกแยะ และตัดสินใจ  ไปสู่การกระทำอีกครั้งหนึ่ง  นั่นเป็นการทำงานประสานกันทั้งสามหน่วยงานที่เราเรียกว่า ดวงวิญญาณ(Soul)</p>
<p><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/000000.png"><img class="size-large wp-image-1199 aligncenter" alt="000000" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/000000-1024x433.png" width="640" height="270" /></a></p>
<h2><span style="color: #ff0000;">กระบวนการของความคิด</span></h2>
<p>        บนพื้นฐานของสันสการ์ ก็กระตุ้นให้เกิดความคิด แล้วความคิดก็มีแนวโน้มจะเปลี่ยนไปสู่การกระทำ เมื่อความคิดเกิดขึ้น  ก็จะมีความเป็นไปได้ สี่ แนวทางที่นำไปสู่การกระทำดังนี้ คือ</p>
<p>              <span style="color: #0000ff;">1. ความคิดที่ดี   ซึ่งอาจจะนำไปสู่การกระทำ</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">              2. ความคิดที่ดี   ที่ไม่ได้นำไปสู่การกระทำ</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">              3. ความคิดที่ไม่ดี   ที่อาจจะนำไปสู่การกระทำ</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">              4. ความคิดที่ไม่ดี   ที่อาจจะไม่นำไปสู่การกระทำ</span></p>
<p style="text-align: justify;">              แต่ละแนวทางจะนำไปสู่การกระทำหรือไม่นำไปสู่การกระทำขึ้นอยู่กับสถานการณ์ <span style="text-decoration: underline;">สติปัญญาจะเข้ามาทำหน้าที่ดำเนินการและตัดสินใจ</span> สถานการณ์ที่ทำไปจะเป็นตัวกำหนดมาตรฐานของดวงวิญญาณ มาตรฐานนั้นหรือรอยประทับนั้นเป็นที่รู้กันในนามของสันสการ์ สันสการ์นี้ก็จะกลายเป็นบ่อเกิดของความคิดที่จะตามมา และเป็นวงจรที่เริ่มหมุนไป</p>
<h2><span style="color: #ff0000;">ทำไมนิสัยจึงเปลี่ยนได้ยาก?</span></h2>
<p style="text-align: justify;">                 รูปแบบการประทับรอยของสันสการ์ เปรียบได้กับการขุดหลุม ยิ่งเราขุดมากเท่าใดหลุมก็จะลึกมากเท่านั้น ดังนั้น การกระทำที่ถูกทำซ้ำๆหลายครั้งก็เหมือนกับการขุดหลุมให้ลึกขึ้นๆ ยิ่งถ้าผู้นั้นมีความหมกมุ่นอยู่กับนิสัยใดนิสัยหนึ่งเป็นพิเศษ นิสัยนั้นจะมีกำลังเข็มแข็งและกลายเป็นสันสการ์ที่ลงรากลึก จนกลายเป็นนิสัยเฉพาะตัวของผู้นั้นไปอย่างเป็นธรรมชาติ  เหตุนี้เอง ที่ผู้คนมากมายต้องพบกับความลำบากในการที่จะเลิกนิสัยต่างๆให้ขาดได้ อาทิเช่น การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ติดการพนัน ฯลฯ ขึ้นอยู่กับรูปแบบของสันสการ์ที่ดวงวิญญาณแต่ละดวงประทับรอยไว้  ซึ่งอาจจะเป็นรอยประทับที่ดีและไม่ดีก็ตาม สิ่งเหล่านั้นก็จะฝังรากลึกในดวงวิญญาณ นิสัยของชีวิตนี้ก็จะกลายเป็นนิสัยของชีวิตหน้าที่จะปรากฏขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ</p>
<h2><span style="color: #ff0000;">รูปแบบวงจรของกระบวนการความคิด</span></h2>
<p style="text-align: justify;">                   การส่งผลต่อกันและกันจนกลายเป็นวงจรของความคิดมนุษย์ ดังนั้น เมื่อทันทีที่กิเลสคืบคลานเข้ามาในสันสการ์ สันสการ์ของดวงวิญญาณก็เริ่มประทับเอาสันสการ์ที่มีกิเลสไว้ และความมีกิเลสก็จะเริ่มต้นขึ้นและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการสะสมเป็นวงจรของกระบวนการความคิดอันเป็นธรรมชาติของดวงวิญญาณชาติเกิดแล้วชาติเกิดเล่า ดังนั้นแม้ว่า มนุษย์จะมีหน่วยของสติปัญญาที่เอาไว้แยกแยะตัดสินสิ่งผิดสิ่งถูกก็ตาม เมื่อกิเลสเพิ่มพูนหนักหนาแล้ว  หน่วยงานของสติปัญญาก็ต้องยอมจำนนต่อพลังอำนาจของสันสการ์ที่สะสมกิเลสไว้หนาแน่นหลายชาติเกิด จึงทำให้เราพบว่ามนุษย์ในยุคปัจจุบัน แม้เป็นผู้มีการศึกษาสูง เป็นผู้ที่มีสติปัญญารู้คิด&#8230; แต่มนุษย์ก็ยังกระทำความผิด!   ดังนั้น ในห้วงเวลาแห่งยุคที่กิเลสมายาเฟื่องฟูนี้ สติปัญญามนุษย์ก็ไม่สามารถที่จะมีพลังใดๆที่จะมาต่อสู้กับกิเลสมายาที่มีพลังครอบงำดวงวิญญาณมนุษย์ทั้งหลายบนโลกนี้ได้  แต่&#8230;การเปลี่ยนแปลงนี้ มีหนทางเดียวที่สามารถจะชำระล้างกิเลสมายาและเพิ่มพลังให้กับสติปัญญาในดวงวิญญาณมนุษย์ได้  นั่นก็คือ  ราชโยคะ </p>
<p style="text-align: center;"><b>       <span style="color: #ff0000;">ธรรมชาติของดวงวิญญาณและที่ตั้งของดวงวิญญาณในร่างกาย</span> </b></p>
<p style="text-align: justify;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/01.png"><img class="wp-image-1202 aligncenter" alt="01" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/01.png" width="235" height="298" /></a>                ดวงวิญญาณนั้นเป็นจุดของแสงและพลังอำนาจที่ละเอียดอ่อนมาก  ที่อาศัยอยู่ในกึ่งกลางของหน้าผากระหว่างคิ้ว   คัมภีร์ศาสนาโบราณได้ต่างอธิบายว่า  ดวงวิญญาณเป็นดั่งเช่นดวงดาวที่ส่องแสงอยู่กึ่งกลางหน้าผาก  ไม่สามารถจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า     และนี่คือ  ความหมายต้นรากของประเพณีการแต้มจุดสีแดงบนกลางหน้าผากของผู้คนทั่วไปในประเทศอินเดีย ที่เรียกว่า ตีลัค<span style="color: #ff0000;">(Tilak)</span> หรือ บินดิ<span style="color: #ff0000;">(Bindi)</span>    เพื่อเป็นสัญลักษณ์ไว้เพื่อเตือนตนเองว่า ฉันคือดวงวิญญาณ    และเป็นการย้ำเตือนถึงตำแหน่งของดวงตาที่สามที่ถูกเปิดออกด้วย   แต่ประเพณีการแต้มจุดตีลัคในอินเดียเองก็เดินทางผ่านกาลเวลามา   และถูกทำให้ความหมายที่แท้จริงนั้นเบี่ยงเบนไปจากเดิมและกลายไปสู่ประเพณีที่มีสำนึกแห่งความเป็นร่างในที่สุด<img class="wp-image-1203 aligncenter" alt="02" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/02.png" width="378" height="449" />                จะสังเกตได้ว่า อวัยวะสำคัญซึ่งดวงวิญญาณใช้ปฏิบัติงานร่วมกันดั่งเป็นกองบัญชาการนั้นจะมีดังนี้คือ  สมอง(ซีกซ้ายและซีกขวา) ลูกนัยน์ตา หู จมูก ปากและลิ้น ทั้งหมดล้วนตั้งอยู่ใกล้กับที่นั่งของดวงวิญญาณ และอวัยวะดังกล่าวก็ประกอบกันขึ้นเป็นลักษณะเฉพาะของใบหน้าแต่ละคน  ที่มีความแตกต่างกันไม่ซ้ำแบบใครๆเลยในโลกนี้! จะไม่มีคนสองคนที่มีหน้าตาและรูปหน้าที่เหมือนกันได้อย่างไม่มีที่ติ แม้ว่าจะเป็นฝาแฝดที่คลอดตามกันมาก็ตาม   สาเหตุก็เพราะว่า ดวงวิญญาณแต่ละดวงนั้นจะสะสมสันสการ์<span style="color: #ff0000;">(Sunskaras)</span>มาแตกต่างกันนั่นเอง  ดังนั้น ใบหน้าของมนุษย์ก็เป็นที่ที่แสดงออกถึงผลรวมของสันสการ์ที่ดวงวิญญาณแต่ละดวงสะสมมาหลายชาติเกิดเช่นเดียวกัน</p>
<p style="text-align: justify;">                   นักคิดนักปรัชญาศาสนาบางกลุ่ม คาดเดาว่าที่ตั้งของดวงวิญญาณนั้นอยู่ที่ตำแหน่งหัวใจ ซึ่งนั่นเป็นความเชื่อที่ผิดที่ปลูกฝังกันมานานเพราะไม่รู้ความแตกต่างระหว่าง หัวใจ<span style="color: #ff0000;">(Heart)</span>และจิตใจ<span style="color: #ff0000;">(Mind)</span>  หัวใจ<span style="color: #ff0000;">(Heart)</span>เป็นอวัยวะที่สำคัญส่วนหนึ่งของทางร่างกายหยาบ ซึ่งมีหน้าที่สำคัญคือควบคุมการไหลเวียนและสูบฉีดโลหิตไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย และเมื่อใดที่ร่างกายเราหยุดหายใจ อวัยวะที่เรียกว่าหัวใจก็จะหยุดการทำงานเช่นกัน ซึ่งก็คือการเข้าสู่สภาวะการตายของร่างกายหยาบนั่นเอง ดังนั้น การหายใจนั้นเป็นเพียงกระบวนการทางสรีระศาสตร์ที่ขับเคลื่อนเป็นไปโดยอัตโนมัติ ด้วยการนำเอาออกซิเจนส่งไปตามกระแสเลือดเพื่อไปหล่อเลี้ยงร่างกายให้ดำรงอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ ตราบเท่าที่ดวงวิญญาณยังคงอาศัยอยู่ในร่างกายหยาบนี้  ฉะนั้นจะเห็นว่า การหายใจไม่ได้ดำรงความเป็นชีวิตด้วยตัวของมันเองแต่เป็นกระบวนการหล่อเลี้ยงชีวิตที่เป็นธรรมชาติ   ขณะที่ จิตใจ<span style="color: #ff0000;">(Mind)</span> นั้นเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของ ดวงวิญญาณ<span style="color: #ff0000;">(Soul)</span>ซึ่งดวงวิญญาณนั้น เป็นจุดแสงที่มีชีวิต แต่ไม่มีร่างที่เป็นกายหยาบ และมีความละเอียดอ่อนจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาหยาบที่เป็นกายเนื้อ   แต่ทว่า สามารถจะเข้าถึงและรับรู้ได้ด้วยดวงตาที่สูงส่ง(ดวงตาที่สามแห่งความรู้) ในการเข้า“ฌาน” หรือการนั่งโยคะในแบบความรู้ของ ราชโยคะที่ถูกต้อง</p>
<p><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/03.png"><img class="wp-image-1204 aligncenter" alt="03" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/03.png" width="326" height="404" /></a></p>
<h2><span style="color: #ff0000;"><b>ธรรมชาติดั้งเดิมของดวงวิญญาณ</b><b></b></span></h2>
<p><span style="color: #0000ff;">สันสการ์ดั้งเดิมของดวงวิญญาณ</span></p>
<p style="text-align: justify;">                     สันสการ์ดั้งเดิมของดวงวิญญาณ คือ ความบริสุทธิ์ ความสงบ ความรัก ความปีติ ความรู้และพลังอำนาจ<span style="color: #ff0000;">(Might)</span> ดวงวิญญาณได้สูญเสียคุณภาพดั้งเดิมที่ดีไปทั้งหมด   เมื่อดวงวิญญาณตกเป็นทาสของกิเลสทั้งห้า นั่นคือ กามราคะ ความโกรธ ความผูกพันยึดติด ความโลภและความหยิ่งทะนงตน กิเลสทั้งห้านี้มีแหล่งกำเนิดมาจากสำนึกแห่งการเป็นร่าง <span style="color: #ff0000;">(Body Conscious)</span> ทำให้ดวงวิญญาณจมอยู่ในความทุกข์   ความรู้ของราชโยคะ คือการกลับมาปลุกความปีติและความสงบที่มีอยู่ดั้งเดิม ให้ฟื้นขึ้นมาเพื่อมาเอาชนะกิเลสทั้งหมดและกลับมาเป็นนายเหนือประสาทสัมผัสของตนเอง</p>
<h2><span style="color: #ff0000;"><b>ธรรมชาติดั้งเดิมนั้นสูญเสียไปได้อย่างไร</b><b></b></span></h2>
<p style="text-align: justify;">                    ด้วยการเกิดหลายต่อหลายครั้งดวงวิญญาณจึงถูกผูกพันยึดติดกับร่างกาย และได้ลืมสภาพดั้งเดิมว่าตนเองเป็นดวงวิญญาณ และลืมคุณสมบัติที่มี รวมทั้งลืมพ่อสูงสุดของตนเอง&#8230; กลับกลายเป็นทาสของกิเลสทั้งหลาย จนกว่าจะมีการถอนและควบคุมกิเลสของดวงวิญญาณให้ได้เสียก่อน มิฉะนั้นดวงวิญญาณก็จะไม่สามารถกลับมามีสภาวะปกติของความสงบ ความปีติสุขได้ กิเลสที่ครอบงำดวงวิญญาณอาจจะเปรียบได้กับภาชนะที่รองรับน้ำซึ่งมีความร้อนสูงไว้ ถึงขนาดที่สามารถลวกผิวหนังได้ถ้าไปแตะต้องมัน แต่ถ้าเมื่อใดที่เอาความร้อนนั้นออกไปได้ มันก็จะกลับไปสู่สภาพเดิม ณ ที่อุณหภูมิปกติ และน้ำก็จะกลับมาใช้ประโยชน์เพื่อการดับกระหายได้อีกครั้งหนึ่ง</p>
<p style="text-align: justify;">                  ความรู้ราชโยคะ จะทำให้ดวงวิญญาณของมนุษย์ผู้ซึ่งทุกข์ทรมานจากกิเลสที่เผาไหม้ทุรน      ทุรายจาก ตัณหากามราคะ ความโกรธ ความโลภ ความหยิ่งทระนง และการผูกพันยึดติด ซึ่งนำไปสู่ความไม่สมดุลของมนุษย์ทุกวันนี้ กลับมาสู่สภาวะแห่งการเป็นดวงวิญญาณ นำพาให้ดวงวิญญาณได้เป็นอิสระจากการถูกควบคุมด้วยกิเลสทั้งหลาย  ทำให้ดวงวิญญาณกลับไปสู่สภาวะดั้งเดิม คือ ความบริสุทธิ์ ความสงบและความปีติสุข   ความสงบและความปีติสุขนั้นเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของดวงวิญญาณ ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปค้นหาสิ่งเหล่านี้จากภายนอก ความสงบของจิตใจ เป็นคุณภาพของดวงวิญญาณจะออกมาจากภายในโดยอัตโนมัติ ทันทีที่สภาวะที่แท้จริงดั้งเดิมของดวงวิญญาณได้ถูกกำหนดขึ้น</p>
<h2 align="center"><span style="color: #ff0000;"><b>ฉันคือใคร  ฉันคือดวงวิญญาณที่สงบและบริสุทธิ์</b><b></b></span></h2>
<h2 align="center"><span style="color: #ff0000;"><b>โอม ชานติ</b></span></h2>
<p><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/04.png"><img class="wp-image-1205 aligncenter" alt="04" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/04.png" width="383" height="510" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฝึกสมาธิแบบราชโยคะ</title>
		<link>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b0/</link>
		<comments>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Oct 2013 19:03:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[newlotusor]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[หลักสูตรความรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.shivasomkorat.org/?p=58</guid>
		<description><![CDATA[]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/body_medition.png"><img class="alignnone size-large wp-image-129" alt="body_medition" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/body_medition-608x1024.png" width="705" height="1106" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ศิลปะแห่งเทพที่สมบูรณ์ทั้ง 16 ประการ</title>
		<link>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e-16-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
		<comments>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e-16-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Oct 2013 11:18:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[newlotusor]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Banner]]></category>
		<category><![CDATA[หลักสูตรความรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.shivasomkorat.org/?p=40</guid>
		<description><![CDATA[ศิลปะของมนุษย์ผู้สูงส่ง (เทพ) ผู้มีคุณธรรม 16 ประการ (เป็นดั่งสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยทางจิตของโลก คือจุดแห่งแสงที่มีรัศมี 16 องศา) มีคำกล่าวว่า  “เมื่อคนเรามีสำนึกเช่นใด ทัศนคติก็จะเป็นเช่นนั้น การกระทำและวิถีการดำเนินชีวิตของเขาก็จะเป็นไปตามนั้น”       ทุกวันนี้สำนึกทั่วไปของมนุษย์ยึดติดอยู่กับสำนึกของความเป็นร่างกาย(Body Conscious)  ติดยึดผูกผันกับร่างกายและความสัมพันธ์กับญาติพี่น้องและบุคคลอื่นๆ รอบข้าง   ยึดติดสิ่งทรัพย์สมบัติภายนอก ยึดติดความสะดวกสบายฟุ่มเฟือย ฯลฯ   ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุของความมืด(ความทุกข์)  ซึ่งเกิดจากความไม่รู้ที่มืดบอด   ทำให้ทัศนคติคับแคบและเริ่มมีความคิดที่เห็นแก่ตัว  ทัศนคติที่คับแคบนี้เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์  สายตาที่มองผู้คนจึงเต็มไปด้วยกิเลส  การกระทำจึงไม่บริสุทธิ์และก่อให้เกิดอุปสรรค  นั่นคือ  มีความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน  เมื่อมนุษย์ทั้งโลกต่างมีทัศนคติแบบเดียวกัน   โลกนี้จึงกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและขวากหนามทิ่มแทงกันและกัน   มีแต่ความขัดแย้งและสงครามน้อยใหญ่ปะทุขึ้นทั่วทุกแห่ง  ไร้ความอ่อนหวานอ่อนโยนอยู่ในความสัมพันธ์  ไร้ความสุขความสงบในชีวิต  ต่างเห็นแก่ตัว ขมขื่น หวาดระแวงไม่ไว้วางใจ อิจฉาริษยา โกรธแค้นอาฆาตพยาบาทมุ่งทำลายล้าง  &#8230; <a href="https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e-16-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img style="border: 0px;" alt="" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/img/16-01.jpg" width="691" height="320" border="0" /></p>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;">ศิลปะของมนุษย์ผู้สูงส่ง (เทพ) ผู้มีคุณธรรม 16 ประการ</span></h2>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;">(เป็นดั่งสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยทางจิตของโลก คือจุดแห่งแสงที่มีรัศมี 16 องศา)</span></p>
<p>มีคำกล่าวว่า  “เมื่อคนเรามีสำนึกเช่นใด ทัศนคติก็จะเป็นเช่นนั้น การกระทำและวิถีการดำเนินชีวิตของเขาก็จะเป็นไปตามนั้น”</p>
<p style="text-align: justify;">      ทุกวันนี้สำนึกทั่วไปของมนุษย์ยึดติดอยู่กับสำนึกของความเป็นร่างกาย(Body Conscious)  ติดยึดผูกผันกับร่างกายและความสัมพันธ์กับญาติพี่น้องและบุคคลอื่นๆ รอบข้าง   ยึดติดสิ่งทรัพย์สมบัติภายนอก ยึดติดความสะดวกสบายฟุ่มเฟือย ฯลฯ   ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุของความมืด(ความทุกข์)  ซึ่งเกิดจากความไม่รู้ที่มืดบอด   ทำให้ทัศนคติคับแคบและเริ่มมีความคิดที่เห็นแก่ตัว  ทัศนคติที่คับแคบนี้เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์  สายตาที่มองผู้คนจึงเต็มไปด้วยกิเลส  การกระทำจึงไม่บริสุทธิ์และก่อให้เกิดอุปสรรค  นั่นคือ  มีความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน  เมื่อมนุษย์ทั้งโลกต่างมีทัศนคติแบบเดียวกัน   โลกนี้จึงกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและขวากหนามทิ่มแทงกันและกัน   มีแต่ความขัดแย้งและสงครามน้อยใหญ่ปะทุขึ้นทั่วทุกแห่ง  ไร้ความอ่อนหวานอ่อนโยนอยู่ในความสัมพันธ์  ไร้ความสุขความสงบในชีวิต  ต่างเห็นแก่ตัว ขมขื่น หวาดระแวงไม่ไว้วางใจ อิจฉาริษยา โกรธแค้นอาฆาตพยาบาทมุ่งทำลายล้าง  เต็มไปด้วยทิฐิหลงตน  ฯลฯ    สร้างความเจ็บปวดขึ้นในหัวใจของกันและกัน ประเด็นทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากสำนึกที่มืดบอด  และนำโลกไปสู่ยุคเหล็กที่ตกต่ำถึงขีดสุด</p>
<p style="text-align: justify;">      พระเจ้าชีว่า  ผู้เป็นมหาสมุทรแห่งความสงบความรัก ปีติสุข  ท่านสอนเราให้เป็นผู้ที่สำรวจภายในตนเองอยู่เสมอ  ให้มีความถ่อมตน  พอใจในสิ่งที่มี   มีความร่าเริงสดใส  หนักแน่นรู้รักสันโดษอดทน  มีความสงบและความสุขที่แท้จริงในชีวิต  ผู้ที่เข้ามาปฏิสัมพันธ์ด้วยจะได้สัมผัสกับความพิเศษนี้ จากความคิด คำพูดและการกระทำที่มาจากความรู้สึกลึกภายในที่คิดจะช่วยเหลือผู้อื่น   มีวาจาคำพูดที่อ่อนโยนเต็มไปด้วยความรัก  ทำงานช่วยเหลือผู้อื่นๆ โดยการถ่ายทอดความรู้ของพระเจ้าด้วยความปรารถนาดีปราศจากการคาดหวังใดๆเพื่อตนเอง    สิ่งต่างๆที่ท่านสอน ล้วนเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับผู้ที่จะกลายเป็นมนุษย์ผู้สูงส่ง(เทพ) ในอนาคต</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="border: 0px;" alt="" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/img/16-02.jpg" width="567" height="721" border="0" /></p>
<h2><span style="color: #ff0000;">คุณสมบัติของเทพ ผู้มีความสมบูรณ์พร้อม 16 องศา</span></h2>
<p style="text-align: justify;">มหาวิทยาลัยทางจิตของโลก บราห์มา กุมารี  มีการสอน 4 วิชาหลักคือ<br />
   <span style="color: #800080;">1.  ความรู้ของพระเจ้า  <span style="color: #ff0000;">(Gyan &#8211; ญาณ คือ รับความรู้ที่ถูกต้องของพระเจ้า เรื่องฉันคือดวงวิญญาณ วงจรโลก ตรีมูรติ สามโลก ฯลฯ)</span></span><br />
<span style="color: #800080;">   2.  การทำสมาธิราชาโยคะ  <span style="color: #ff0000;">(Yoga &#8211; โยคะ คือ การนำความรู้ไปไตร่ตรอง ขัดเกลาและฝึกฝนนำไปปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวัน)</span></span><br />
<span style="color: #800080;">   3.  การปลูกฝังคุณธรรมที่สูงส่ง  <span style="color: #ff0000;">(Virtue – คุณธรรม เมื่อนำความรู้ไปใช้ก็จะเกิดประสบการณ์ กลายเป็นผู้มีคุณธรรม)</span></span><br />
<span style="color: #800080;">   4.  งานรับใช้ทางดวงวิญญาณ  <span style="color: #ff0000;">(Services – ช่วยเหลือผู้อื่น ด้วยการถ่ายทอดความรู้ของพระเจ้าและเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการมีคุณธรรม)</span></span><br />
และภาพลักษณ์ที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดสำหรับ 4 วิชานี้คือ  ประวัติชีวิตของท่านปิตาบราห์มา บาบาผู้ก่อตั้งสถาบันนี้  ดังนั้นถ้าเราดำเนินชีวิตตามแนวทางของบราห์มาบาบา  เราก็จะได้รับคุณธรรมและศิลปะแห่งเทพ 16 องศาสมบูรณ์พร้อมได้ในไม่ช้า   และศิลปะทั้ง 16 องศานั้นก็คือ</p>
<p style="text-align: center;"><img style="border: 0px;" alt="" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/img/16-03.jpg" width="364" height="260" border="0" /></p>
<p><span style="color: #ff0000;">1. ศิลปะแห่งความผ่อนคลาย</span></p>
<p style="text-align: justify;">        การที่เราดำรงชีวิตอยู่และเชื่อศรัทธาว่า ดวงวิญญาณสูงสุดท่านเป็นทั้งผู้กำกับและผู้แสดง เราเป็นเพียงเครื่องมือของท่านเราก็จะอยู่อย่างพอใจและผ่อนคลายแม้แต่ในยามที่เจ็บป่วย ก็ตระหนักรู้ว่านี่คือบัญชีกรรมในอดีตที่ทำให้เราต้องมาชำระสะสาง และทำให้เราสามารถอยู่เหนือสถานการณ์เหล่านี้ได้อย่างมีความเข้าใจ เป็นผู้เฝ้ามองดูฉากต่างๆที่ถูกกำหนดไว้แล้วในละครโลกอย่างละวาง เป็นเหมือนดั่งภาพของวิษณุที่นอนอย่างสบายบนเตียงที่งูใหญ่ในมหาสมุทรเป็นที่เอนกาย สิ่งนี้คือเครื่องหมายของการเป็นเทพที่ผ่อนคลายด้วยการไตร่ตรองใช้สติปัญญาความรู้ของพระเจ้า จึงทำให้มีความสุขได้ท่ามกลางกิเลสมายารอบกาย</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;">2. ศิลปะแห่งการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างถูกต้องเหมาะสม</span></p>
<p style="text-align: justify;">       การปฏิบัติต่อผู้อื่น ควรเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติและปราศจากความเห็นแก่ตัว  ต้องให้ความเคารพต่อผู้อื่นอยู่เสมอ ต่อทั้งผู้ที่อาวุโสและผู้ที่อ่อนเยาว์กว่า ด้วยมีสายตาที่มีสำนึกเป็นดวงวิญญาณ ไม่ติดกับภาพลักษณ์และสถานภาพทางโลก แต่มองเห็นคุณสมบัติและคุณธรรมภายในของผู้นั้น คิดว่าทุกคนต่างเป็นครอบครัวที่สูงส่ง  เมื่อมีทัศนคติเช่นนั้น บุคลิกของผู้นั้นก็จะมีความอ่อนโยน สุภาพให้เกียรติ เมตตากรุณา โอบอ้อมอารี เยือกเย็น ฯลฯ บุคคลเช่นนี้ก็สามารถเอาชนะและนั่งอยู่ในหัวใจของผู้คนทั้งหลายอย่างง่ายดาย  อีกทั้งมีอำนาจเหนือผู้คนเหล่านั้น  ดั่งที่มีคำกล่าวว่า  “ผู้ที่สง่างาม คือผู้ซึ่งทำแต่สิ่งที่งามสง่า”</p>
<p style="text-align: center;"><img style="border: 0px;" alt="" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/img/16-04.jpg" width="621" height="267" border="0" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;">3. ศิลปะแห่งการรักษาสุขภาพให้ดี</span><br />
           ทำทุกสิ่งด้วยสำนึกรู้ว่าตน  คือดวงวิญญาณคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้สุขภาพดี  ด้วยการคิดว่าตัวเองเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองอาณาจักรปราศจากซึ่งความกังวลใดๆ คงอยู่อย่างมีความปีติสุขเสมอเพราะตระหนักรู้ว่าไม่มีอาหารใดที่เปรียบเทียบได้กับความสุขอีกแล้ว  และการได้ดื่มน้ำที่บริสุทธิ์  อาหารที่สดบริสุทธิ์และได้รับอากาศที่สดชื่น มีความสำคัญในการรักษาสุขภาพให้ดี  บาบากล่าวว่า จงรักษาสุขภาพให้ดีและมีความสุขเสมอ  จงแผ่กระแสความปรารถนาดีให้กับทุกๆ คน  ด้วยการทำสมาธิสม่ำเสมอ  และไตร่ตรองความรู้ของพระเจ้า เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความลับของละครโลก และคงอยู่อย่างมีความสุขในทุกๆสถานการณ์ที่เข้ามาในชีวิต โดยปราศจากความเครียดแค้นชิงชัง   เมื่อความคิดและทัศนคติของเราดี ร่างกายซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนออกมาจากจิตใจก็ย่อมจะดีด้วย    สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบของศิลปะในการรักษาสุขภาพให้สมบูรณ์</p>
<p style="text-align: center;"><img style="border: 0px;" alt="" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/img/16-05.jpg" width="654" height="233" border="0" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;">4. ศิลปะแห่งการสอน</span><br />
           ประชาปิตา บราห์มาบาบา เปี่ยมด้วยการกระทำที่อ่อนโยนนุ่มนวล  การมองของท่านเป็นสำนึกทางดวงวิญญาณที่เต็มไปด้วยความรัก  ทัศนคติและการกระทำล้วนให้คุณประโยชน์ต่อมวลมนุษย์  ท่านสอนลูกๆ ถึงบทเรียนของการเป็นพี่น้องกันเป็นครอบครัวที่สูงส่ง  ศิลปะการสอนของท่าน จึงเต็มไปด้วยความรัก  “นักบุญ Kabir Das เคยเอ่ยถึงประโยคที่เต็มไปด้วยความหมายว่า  ไม่ว่าจะศึกษาหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า  ทั่วทั้งโลก ก็ไม่มีใครเลยที่จะกลายเป็นผู้หยั่งรู้ได้อย่างแท้จริง  แต่ผู้ที่เขียนตัวอักษรเพียงสี่ตัว คือคำว่า LOVE (ความรัก)ได้ ผู้นั้นกลับกลายเป็นผู้ที่หยั่งรู้อย่างแท้จริงได้”    ถึงแม้ว่าความรู้ของพระเจ้าจะมีสี่วิชาหลัก    แต่บาบาสอนวิชาเหล่านี้รวมมันเป็นวิชาเดียว  และวิธีการสอนของท่านก็สอนเหมือนกับเป็นการเล่าเรื่องราว  สอนด้วยความใกล้ชิดระหว่างครูกับนักเรียน  ยามใดที่ท่านจะต้องชี้ถึงความอ่อนแอของใครบางคน  ท่านก็จะกระทำเป็นการส่วนตัวเฉพาะกับผู้นั้น ไม่ประณามกล่าวว่าต่อหน้าผู้คนมากมาย แต่ยามใดที่ท่านต้องการจะสรรเสริญผู้ใดท่านกลับทำอย่างเปิดเผยประกาศให้เกียรติต่อหน้าทุกคน ผู้คนที่ถูกสอนก็จะยังคงไว้ซึ่งความเคารพในตัวเองและพร้อมจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ผิดพลาดด้วยตัวของเขาเองและอย่างเต็มใจ ศิลปะแห่งการสอนเปรียบเทียบให้เห็นได้กับภาพของศรีกฤษณะที่สอนต่ออรชุนด้วยความรักขณะที่นั่งอยู่บนรถม้ากันเพียงสองคน  แม้จะอยู่ท่ามกลางกองทัพมากมาย  นี่เป็นเครื่องแสดงถึงศิลปะแห่งการสอนที่แท้จริงลึกซึ้ง</p>
<p style="text-align: center;"><img style="border: 0px;" alt="" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/img/16-06.jpg" width="365" height="230" border="0" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;">5. ศิลปะแห่งการเขียนจดหมาย</span><br />
            จดหมายของบาบาเคยได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับชีวิตของทุกๆคน ถ้าบาบาต้องการจะชี้ให้ใครคนใดคนหนึ่งเห็นถึงความบกพร่องของตัวเขาเอง  สิ่งแรกท่านจะกล่าวสรรเสริญผู้นั้นก่อน จากนั้นแล้วจึงจะชี้ให้เห็นความบกพร่องด้วยวิธีการที่สวยงาม  วิธีนี้ก็จะทำให้เขาไม่รู้สึกว่าตัวเขาเองนั้นด้อยคุณค่า จดหมายของบาบาแต่ละฉบับจะทำให้ผู้ที่อ่านนั้นปรารถนาที่จะอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำอีก  บาบาเคยเอาชนะหัวใจของหลายคนด้วยการใช้จดหมายของท่าน และด้วยการเขียนจดหมายของบาบาได้ทำให้มีหลายดวงวิญญาณเข้ามาอุทิศตนเองต่อบาบา</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;">6. ศิลปะแห่งการหล่อเลี้ยง</span><br />
           ท่านนั้นเหมือนกับแม่ บาบาจะคอยเลี้ยงดูและชี้แนะลูกอย่างเต็มไปด้วยความรัก ท่านอุทิศตนและรับใช้พระเจ้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  บาบากล่าวว่า อย่าได้พักผ่อนหลังจากที่ลูกได้จัดงานนิทรรศการหรือทำงานรับใช้ใดๆ  จงเฝ้าติดตามผลงานเสมอๆ  แล้วจะได้รับความผลสำเร็จต่องานที่กระทำลงไป หากว่าผู้ที่มารับความรู้แล้ว ผู้นั้นไม่ได้มาอีก เนื่องจากเหตุผลใดๆ ก็ตาม  ลูกจงส่งเมอร์ลีหรือจดหมายไปหาเขาผู้นั้น  หรือไม่ก็ส่ง “ปราสาด” (Prasad) หรือ (โทรี &#8211; ขนมหวาน) ไปให้ หรือไม่ก็พยายามติดตามให้การช่วยเหลือบางอย่างกับเขาด้วยความปรารถนาดี   แล้วเขาก็จะกลับมาหาเรา</p>
<p style="text-align: center;"><img style="border: 0;" alt="" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/img/16-07.jpg" width="416" height="256" border="0" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;">7. ศิลปะแห่งการมุ่งไปข้างหน้า</span><br />
            ควรเป็นผู้ที่มีเป้าหมายในชีวิตที่สูงส่งสม่ำเสมอ  และเราควรทำความเพียรพยายามที่จะบรรลุให้ถึงเป้าหมายนั้นไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรก็ตาม(กระดาษสอบ) ที่เข้ามาท้าทาย ในขณะที่เดินอยู่บนเส้นทางชีวิต บราห์มิน   ลูกจงก้าวไปข้างหน้า ความก้าวหน้าของลูกจะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นด้วยเช่นกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img style="border: 0px;" alt="" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/img/16-08.jpg" width="662" height="220" border="0" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;">8. ศิลปะแห่งการให้ความบันเทิง</span><br />
            บาบาเคยให้ความสนุกทำให้ลูกๆหัวเราะขณะที่ถ่ายทอดความรู้  ท่านทำให้ความรู้ของพระเจ้าที่ล้ำลึกมากมาย สามารถกระจ่างชัดในวิธีการที่ง่ายๆและสนุกสนาน  ท่านข้ามพ้นสถานการณ์ที่เลวร้ายต่างๆได้อย่างมีความสุข ท่านทำให้ลูกๆสนุกและทำให้เด็กๆหัวเราะได้ตามโอกาส ท่านกล่าวว่า “จงส่งรอยยิ้มเช่นดอกไม้บานให้กันและกัน”</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;">9. ศิลปะแห่งการพูด</span><br />
            มีคำกล่าวว่า “ลิ้นของมนุษย์เรานั้น สามารถทำให้ผู้ใดได้รับซึ่งบัลลังก์ หรืออาจทำให้ผู้ใดถูกแขวนคอ” ด้วยพลังของคำพูดที่นุ่มนวลอ่อนโยน สามารถจะฉุดให้ผู้คนก้าวข้ามพ้นสถานการณ์ที่ยากลำบากไปได้ เหมือนน้ำเย็นที่ปลอบประโลมใจให้ชุ่มชื่นมีพลังที่จะเผชิญกับอุปสรรคต่างนานา ด้วยการมีสำนึกเป็นดวงวิญญาณจะทำให้ผู้ที่พูดนั้นมีคำพูดที่นุ่มนวล อ่อนโยนอย่างอัตโนมัติ เพราะด้วยทัศนคติและสายตาที่มองผู้อื่นเป็นดวงวิญญาณเช่นเดียวกับเรา เป็นพี่เป็นน้องที่มีแต่ความปรารถนาดีมีเมตตากรุณาที่อยากจะมอบให้อยู่เสมอ ดั่งคำของกวีที่ได้เอ่ยประโยคที่เป็นความจริงว่า<br />
<span style="color: #800080;">                   คำพูดที่อ่อนหวาน คือ ยารักษา      คำหยาบคาย คือ ลูกธนู</span><br />
<span style="color: #800080;">                  ทั้งสองมีผลกับทั้งสรรพางกาย       แม้ว่าหนทางแห่งการฟังจะคับแคบ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="line-height: 1.3em; color: #ff0000;">10. ศิลปะแห่งการทำให้ผู้อื่นเป็นของตน<br />
</span><span style="line-height: 1.3em;">            บาบาให้ความเชื่อและศรัทธาต่อลูกๆเป็นอย่างมาก ด้วยการให้ความรักคำสรรเสริญเสมอๆ ท่านมักจะชมเชยว่าลูกๆมีคุณธรรมที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ    หรือชมเชยลูกๆทั้งหลายว่า ทำงานบริการรับใช้เพื่อมวลมนุษยชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ บาบาจะเป็นผู้ที่คอยเติมความหวังให้กับดวงวิญญาณที่สิ้นหวังให้กลายมาเป็นผู้ที่มีพลัง  ท่านจะไม่ทำร้ายหัวใจผู้ใดให้เจ็บปวดหมดกำลังใจ ท่านเอาชนะหัวใจผู้คนทั้งหลายด้วยวิธีนี้ จึงทำให้ผู้คนไม่อยากที่จะอยู่ห่างไกลจากบาบา เพราะการได้พบกับบาบาเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้สึกเบาสบายและมีความสุขเป็นอย่างมาก</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="line-height: 1.3em;"><img style="border: 0px;" alt="" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/img/16-09.jpg" width="646" height="210" border="0" /></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="line-height: 1.3em; color: #ff0000;">11. ศิลปะแห่งการเป็นผู้นำ<br />
</span><span style="line-height: 1.3em;">              งานของผู้นำคือการปลุกให้ผู้คนมีความกล้าหาญที่จะก้าวไปข้างหน้า  บาบาพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยที่จะเปลี่ยนผู้เพียรพยายามทุกคนให้เป็นผู้นำหรือเป็นครู  ท่านได้มอบหมายให้ทุกคนทำงานรับใช้อย่างตั้งใจตามคุณสมบัติของเขาเหล่านั้น เพื่อจะได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง  เมื่อสติปัญญามุ่งอยู่กับงานสร้างสรรค์ ความคิดที่จะทำลายก็จบสิ้นลงโดยอัตโนมัติ  เหมือนกับหินได้กลายเป็นสิ่งมีค่า เมื่อมันไหลกลิ้งอยู่กับกระแสน้ำ  เช่นเดียวกัน ด้วยการรับใช้ผู้อื่นเสมอๆ ผู้นั้นก็จะค่อยๆกลายเป็นอัญมณีที่มีค่า       ด้วยเหตุนี้บาบาจึงสนับสนุนให้ทุกคนก้าวหน้าด้วยการมอบหมายงานให้ตามความสามารถ  หรือตามความสนใจ</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="line-height: 1.3em;"><img style="border: 0px;" alt="" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/img/16-10.jpg" width="650" height="208" border="0" /><br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="line-height: 1.3em; color: #ff0000;">12. ศิลปะแห่งการเรียนรู้<br />
</span><span style="line-height: 1.3em;">             การเรียนรู้ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนคนหนึ่ง  แม้แต่บราห์มาบาบาหลังจากเข้าสู่วัยชรา  ท่านก็ยังคิดว่าตัวท่านเองคือนักเรียน ทัศนคติเช่นนี้จึงนำท่านไปสู่จุดสุดยอด  การเรียนรู้นั้นจำเป็นจะต้องมีความใฝ่รู้อยู่เสมอไม่ได้ขาด แม้แต่ในขณะที่ท่านกำลังอธิบายความสำคัญในบทเรียนทางดวงวิญญาณ ท่านก็กำลังเรียนความรู้จากพระเจ้าไปด้วย   บาบาเคยกล่าวว่า  “ลูกๆผู้ซึ่งรักเมอร์ลี ก็จะรักผู้ซึ่งถ่ายทอดเมอร์ลีด้วย ดังนั้นอย่าได้ขาดเรียนเมอร์ลีในตอนเช้า (การอธิบายความรู้ทางดวงวิญญาณ)” ทัศนคติที่ว่า ไม่มีใครที่จะแก่เกินเรียน บาบาจะเรียกแม้แต่ผู้ที่มาเรียนที่มีอายุมากกว่าว่าเป็นลูกด้วยความรัก   เมื่อผู้นั้นถูกเรียกเช่นนั้นก็จะถูกกระตุ้นและรู้สึกว่าตนเองยังเป็นเด็กที่ต้องเรียนรู้และศึกษาความรู้ของพระเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="line-height: 1.3em;"><img style="border: 0px;" alt="" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/img/16-11.jpg" width="649" height="217" border="0" /><br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="line-height: 1.3em; color: #ff0000;">13. ศิลปะแห่งการเปลี่ยนแปลงหรือการสร้างรูปขึ้นมาใหม่<br />
</span><span style="line-height: 1.3em;">           บาบากล่าวว่า หลังจากที่เข้าใจเป้าหมาย จุดประสงค์และหน้าที่ของชีวิต  มันก็ไม่เป็นการยากที่เราจะสร้างรูปของตนเองขึ้นมาใหม่ ด้วยการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของชีวิตและสันสการ์เก่า  บราห์มา บาบา ท่านได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของท่านอย่างเด่นชัด  วันที่ท่านได้รับนิมิตเห็นว่า “ท่านคือวิษณุ”  ท่านก็เป็นเช่นนั้น และจากวันนั้นท่านก็เริ่มเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเอง   การทำความเพียรพยายามอย่างรวดเร็ว หมายถึง การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และนั่นก็เกิดผลของการทำบุญอย่างทันทีทันใดเช่นกัน ท่านได้เทคนิคนี้มาใช้กับชีวิตของท่าน และสามารถบรรลุถึงความยิ่งใหญ่ได้</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="line-height: 1.3em;"><img style="border: 0px;" alt="" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/img/16-12.jpg" width="277" height="336" border="0" /><br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="line-height: 1.3em; color: #ff0000;">14. ศิลปะแห่งการเปลี่ยนสิ่งไร้ค่าให้เป็นสิ่งทรงคุณค่า<br />
</span><span style="line-height: 1.3em;">            ผู้คนเปลี่ยนสภาพของเหล็กซึ่งไม่มีค่า หรือเปลี่ยนสภาพของทองคำไปเป็นรูปทรงหรือสิ่งต่างๆ ด้วยการหลอมละลาย  เช่นกัน หลังจากที่กระตุ้นให้ผู้คนได้ทิ้งสันสการ์หรือทิ้งนิสัยเก่าๆเสีย  บาบาก็ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนเปลี่ยนแปลงนิสัยที่ไม่ดีให้กลายเป็นนิสัยที่ดี  ท่านกระตุ้นให้ผู้คนมีความคิดที่จะเปลี่ยนโลกที่เต็มไปด้วยกิเลสให้กลายเป็นโลกที่ปราศจากกิเลส  ดั่งเช่นที่ ท่านเปลี่ยนของเก่าบางอย่างในสถาบันให้ไปเป็นสิ่งที่ใช้ประโยชน์ได้</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="line-height: 1.3em;"><img style="border: 0px;" alt="" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/img/16-13.jpg" width="672" height="268" border="0" /><br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="line-height: 1.3em; color: #ff0000;">15. ศิลปะแห่งการบริหาร<br />
</span><span style="line-height: 1.3em;">          เพื่อการก่อตั้งโลกใหม่ การเปลี่ยนแปลงสันสการ์ของแต่ละคนและทุกๆคนเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นงานที่ยากมาก ศิลปินที่ยิ่งใหญ่หรือผู้บริหารที่ดี คือผู้ที่ทำงานให้เสร็จสมบูรณ์ด้วยการใช้วิธีการที่น้อยมาก  บาบามีคำขวัญว่า  “เมื่อเริ่มต้นทำงาน วิธีการก็จะเข้ามาด้วยตัวของมันเองอย่างอัตโนมัติ” บาบาเคยให้โอกาสกับทุกๆ คนเสมอที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด การบริหารของบาบานั้นยอดเยี่ยมที่สุด ทุกๆ คนต้องทำงานเพราะว่าทุกๆคนเข้าใจได้ว่าการทำงานนั้นเป็นงานรับใช้ และงานรับใช้เป็นพื้นฐานของการที่จะได้รับโชค ณ ที่นี่จึงไม่มีทั้งผู้ควบคุม ไม่มีผู้จัดการ และไม่มีใครที่จะแสดงความหยิ่งทะนงหรือวางอำนาจ และด้วยเหตุนี้ในงานบริหารเพื่องานรับใช้ของพระเจ้าจึงไม่มีการประท้วงเรื่องงาน  หรือถามหาเวลาพักผ่อน   ทุกวันนี้จะเห็นว่าชั้นเรียนเมอร์ลีต่างๆ ทั่วทั้งโลกก็มีขึ้นได้ในเวลาที่แน่นอนแต่ละศูนย์</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;">16. ศิลปะแห่งการซึมซับ</span><br />
          ในการสังเกตชีวิตบาบาจะเห็นว่า ลูกๆ ต่างเชื่อฟังและศรัทธาในบาบา  นั่นเพราะบาบาจะซึมซับและยอมรับความอ่อนแอของลูกๆที่มีอยู่หลากหลายไว้ภายใน ด้วยหัวใจที่กว้างใหญ่เหมือนดังมหาสมุทร ท่านไม่เคยแสดงความไม่พอใจต่อผู้ใด หรือแม้แต่ยามที่ลูกๆ ทุกคนมาปรึกษาหรือระบายถึงเรื่องราวต่างๆ หรือเรื่องราวความเจ็บปวดให้บาบาฟังด้วยจิตใจที่เปิดเผย  ท่านก็ซึมซับไว้อย่างเบาสบายและเก็บมันไว้ภายในแต่เพียงท่านเท่านั้น   เหมือนดั่งพระคเณศที่มีพุงอันใหญ่โต  ซึ่งเป็นนัยยะที่แสดงถึงความสามารถในการซึมซับเรื่องราวต่างๆไว้ภายในได้มากมาย</p>
<p style="text-align: center;"><img style="border: 0px;" alt="" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/img/16-14.jpg" width="347" height="408" border="0" /></p>
<p><span style="color: #ff0000;">การสร้างพลังอำนาจให้กับดวงวิญญาณ   ในวันนี้. .เพื่อวันพรุ่งนี้</span></p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าเราฝึกฝนพลังอำนาจของดวงวิญญาณของเราวันนี้ ในยุคแห่งการบรรจบพบกัน (ช่วงเวลาในขณะนี้ที่กำลังอยู่ระหว่างตอนจบของยุคเหล็ก และเชื่อมต่อตอนเริ่มต้นของยุคทอง) จะทำให้ดวงวิญญาณของเราเต็มไปด้วยพลังอำนาจ และวันพรุ่งนี้ในยุคทอง (สรวงสวรรค์) ก็จะกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสุขสำหรับเรา ภาพตอนจบของยุคเหล็กในขณะนี้นั้น เราจะเห็นว่ามีศาสนา ภาษาและวรรณะนับไม่ถ้วนในโลก มีอาณาจักรเขตแดนที่แบ่งแยกออกมามากมายหลายร้อยประเทศ ทั้งมีความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่าง ซึ่งเป็นผลให้เห็นเกิดความแตกแยก ขัดแย้ง ปรากฏให้เห็นกันอยู่อย่างมากมาย ต่างศาสนา ต่างภาษา ต่างวรรณะ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุทางตรงและทางอ้อมของความขัดแย้ง การเกิดสงคราม ตามมาด้วยความทุกข์ระทมทรมานที่ไม่อาจหาสาเหตุที่แท้จริงได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับยุคทอง ที่นั่นจะมีกษัตริย์ผู้สูงส่งเปี่ยมด้วยคุณธรรมปกครองอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียว มีศาสนาเดียว ภาษาเดียวและความเชื่อเดียว มีแต่ความสงบ มั่งคั่งร่ำรวยและความสุขนั้นกระจายอยู่ทั่วโลก<br />
         ในยุคแห่งการบรรจบพบกันนี้ดวงวิญญาณสูงสุด พ่อ พระเจ้า ได้ลงมาก่อตั้งโลกยุคทองโดยผ่านความรู้ของพระเจ้า การทำสมาธิราชาโยคะที่ง่ายดาย ในโลกทุกวันนี้ถึงแม้ศาสนาทั้งหลาย ไม่ว่า ศาสนาฮินดู มุสลิม ซิกส์ คริสเตียน พุทธ เจน ต่างก็ได้สอนบทเรียนของความรักให้เกิดในใจของผู้ที่นับถือ แต่นั่นก็ไม่เป็นผล โลกนี้กลับเต็มไปด้วยความแตกแยก ชิงชัง ที่เพิ่มพูนมากขึ้น มีเพียงพระเจ้าพ่อสูงสุดผู้เดียวเท่านั้นที่จะปลูกฝังความรักที่บริสุทธิ์ให้เกิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติให้กับมนุษย์โลกได้ หัวใจนั้นเป็นเครื่องหมายของความรักและอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความรัก และด้วยเหตุนี้ในรูปสัญลักษณ์ของศาสนาหลักนั้นถูกแสดงไว้ด้วยรูปหัวใจ ณ ที่นี่ยุคแห่งการบรรจบพบกันการเปลี่ยนสภาวะของเราให้กลายเป็นตัวของความรัก จึงเป็นสาระสำคัญของศาสนาทั้งหลาย ซึ่งความจริงได้ดัดแปลงมาจากศาสนาเทพโบราณ (Adi Sanatan Devi Devta Dharm) ในยุคทอง ภาพของดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ และมนุษย์ทั้งหมดนั้นบริสุทธิ์ในยุคทอง ความบริสุทธิ์เป็นแม่ของคุณธรรมที่สูงส่งทั้งหมด ดังนั้นในยุคทองมนุษย์เต็มไปด้วยคุณธรรมสมบูรณ์จะสื่อสารผ่านการส่งกระแสความคิด แต่ละคนก็สามารถจะเข้าใจความคิดกันได้ ในโลกยุคเหล็กนี้เมื่อเราพูดกับใคร เราจะรู้จักผ่านชื่อ ผ่านภาพลักษณ์ของร่างกาย ผ่านคุณสมบัติ บุคลิกภาพ อาชีพ สายสัมพันธ์ ฯลฯ แต่ด้วยพลังอำนาจแห่งดวงวิญญาณ เราจะเรียนรู้ภาษาของดวงวิญญาณ โดยผ่านสำนึกรู้ของการเป็นดวงวิญญาณ มองเห็นผู้อื่นเป็นดวงวิญญาณพี่น้องเพศชาย และปฏิบัติต่อกันบนพื้นฐานของสำนึกแห่งการเป็นดวงวิญญาณไม่ใช่ร่างกายหยาบ ติดต่อกันโดยภาษาของดวงวิญญาณในยุคแห่งการบรรจบพบกันเป็นภาษาของการติดต่อระหว่างบุคคลในยุคทอง ปฏิบัติต่อมนุษย์ด้วยกันด้วยการกระทำที่สูงส่ง ปราศจากการแบ่งแยก เป็นครอบครัวที่สูงส่งของพระเจ้าครอบครัวเดียว ในร่างกายจะมีดวงวิญญาณที่เป็นกษัตริย์ปกครองตนเองและมีอวัยวะสัมผัส ตา หู จมูก ปาก มือ ฯลฯ เป็นประชาชน เช่นกัน ในยุคบรรจบพบกันนี้ ผู้ที่ฝึกฝนมีสำนึกเป็นดวงวิญญาณ และสามารถจะปกครองอวัยวะสัมผัสทางร่างกายของเขาในยุคนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากเท่าใด ผู้นั้นก็จะได้รับความสำเร็จและมีสถานะภาพในการปกครองโลกยุคทอง ที่อยู่บนพื้นฐานแห่งความรักได้สูงมากเท่านั้นด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><img style="border: 0px;" alt="" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/img/16-15.jpg" width="507" height="596" border="0" /></p>
<p>     <span style="color: #ff0000;">ดังนั้นในเวลาของปัจจุบันนี้(ยุคแห่งการบรรจบพบกัน) การฝึกฝนที่จะมีพลังอำนาจแห่งดวงวิญญาณจึงเป็นพื้นฐานสำคัญยิ่ง คุณธรรมและศิลปะทั้ง 16 องศาแห่งการเป็นมนุษย์ผู้สูงส่ง หรือ การเป็นเทพนั้น เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสถานะภาพของทุกคนที่จะไปบริหารอาณาจักรอันสูงส่งในยุคทองที่กำลังจะมาถึง!</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e-16-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title></title>
		<link>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%89/</link>
		<comments>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Oct 2013 11:17:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[newlotusor]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Banner]]></category>
		<category><![CDATA[หลักสูตรความรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.shivasomkorat.org/?p=38</guid>
		<description><![CDATA[ตรีมูรติ(รูปทั้้งสาม) ความหมายอันลึกซึ้งซ่อนนัยยะสำคัญ ที่ไม่ได้หมายถึงรูปลักษณ์แห่ง 3 เทพเพื่อไว้สักการะกราบไหว้ขอพร ตรีมูรติ หมายถึง การกระทำอันสูงส่งสามประการของพระเจ้า                    พระเจ้าชีว่ากล่าวว่า รูปทั้งสามของท่านก็คือ หน้าที่สามประการ คือ การสร้าง การบํารุงรักษาและการทําลาย(ยามที่โลกมาถึงจุดตกต่ำที่สุดของวงจร) พระเจ้าเป็นพ่อสูงสุดของมวลมนุษย์ทั้งหมด หน้าที่ทั้งสามประการของท่านมีความสัมพันธ์ต่อโลกทั้งหมด ไม่ได้เกี่ยวข้องผูกพันกับมนุษย์ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นพิเศษเฉพาะ หน้าที่ในการสร้าง การบํารุงรักษาและการทําลายล้างของพระเจ้า ก็ไม่ได้หมายถึงการเกิด การเติบโตและการตายอันเป็นสัจจะของชีวิตของบุคคลใดๆ เป็นพิเศษอีกเช่นกัน เพราะบทบาทในชีวิตของมนุษย์แต่ละคนที่ได้รับต่างอยู่ภายใต้กฎแห่งการกระทำ(Law of Karma) ดังนั้นสิ่งที่แต่ละคนพานพบในชีวิตหนึ่งขึ้นอยู่กับการกระทำที่บุคคลนั้นกระทําไว้ในชาติก่อนหน้านี้และรวมทั้งการกระทําในชาติปัจจุบันด้วย พระเจ้าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในผลที่เกิดขึ้นกับมนุษย์แต่ละคน ท่านไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ก้าวก่าย เสกสรรปั้นแต่งหรือมีส่วนในการกระตุ้นให้มนุษย์กระทําสิ่งต่างๆในชีวิต    เป็นกฎที่ดวงวิญญาณแต่ละดวงจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทําของพวกเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นการกระทําที่ดีหรือกระทําชั่ว หากกระทําดี ดวงวิญญาณก็จะรับกับความสุขและความปีติ ถ้ากระทําสิ่งที่เลว ดวงวิญญาณก็จะได้รับทุกข์เวทนา เศร้าโศกไร้ซึ่งความสุข สิ่งนี้เป็นกฎที่เกิดขึ้นเป็นกระบวนการอัตโนมัติ และผลรวมในการกระทําของดวงวิญญาณทั้งหมดก็จะเป็นตัวกําหนดสภาวะของโลกนี้ด้วยเช่นกัน &#8230; <a href="https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%89/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;"><strong>ตรีมูรติ(รูปทั้้งสาม) ความหมายอันลึกซึ้งซ่อนนัยยะสำคัญ</strong></span></h2>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;"><strong>ที่ไม่ได้หมายถึงรูปลักษณ์แห่ง 3 เทพเพื่อไว้สักการะกราบไหว้ขอพร</strong></span></h2>
<p><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.06.57-PM.png"><img class="size-full wp-image-428 aligncenter" alt="Screen Shot 2556-11-24 at 2.06.57 PM" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.06.57-PM.png" width="467" height="363" /></a></p>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;"><strong>ตรีมูรติ หมายถึง การกระทำอันสูงส่งสามประการของพระเจ้า</strong></span></h2>
<p style="text-align: justify;">                   <span style="color: #000000;">พระเจ้าชีว่ากล่าวว่า รูปทั้งสามของท่านก็คือ หน้าที่สามประการ คือ <span style="color: #ff0000;">การสร้าง การบํารุงรักษาและการทําลาย</span>(ยามที่โลกมาถึงจุดตกต่ำที่สุดของวงจร) พระเจ้าเป็นพ่อสูงสุดของมวลมนุษย์ทั้งหมด หน้าที่ทั้งสามประการของท่านมีความสัมพันธ์ต่อโลกทั้งหมด ไม่ได้เกี่ยวข้องผูกพันกับมนุษย์ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นพิเศษเฉพาะ หน้าที่ในการสร้าง การบํารุงรักษาและการทําลายล้างของพระเจ้า ก็ไม่ได้หมายถึงการเกิด การเติบโตและการตายอันเป็นสัจจะของชีวิตของบุคคลใดๆ เป็นพิเศษอีกเช่นกัน เพราะบทบาทในชีวิตของมนุษย์แต่ละคนที่ได้รับต่างอยู่ภายใต้<span style="color: #800080;">กฎแห่งการกระทำ(Law of Karma)</span> ดังนั้นสิ่งที่แต่ละคนพานพบในชีวิตหนึ่งขึ้นอยู่กับการกระทำที่บุคคลนั้นกระทําไว้ในชาติก่อนหน้านี้และรวมทั้งการกระทําในชาติปัจจุบันด้วย พระเจ้าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในผลที่เกิดขึ้นกับมนุษย์แต่ละคน ท่านไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ก้าวก่าย เสกสรรปั้นแต่งหรือมีส่วนในการกระตุ้นให้มนุษย์กระทําสิ่งต่างๆในชีวิต    เป็นกฎที่ดวงวิญญาณแต่ละดวงจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทําของพวกเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นการกระทําที่ดีหรือกระทําชั่ว หากกระทําดี ดวงวิญญาณก็จะรับกับความสุขและความปีติ ถ้ากระทําสิ่งที่เลว ดวงวิญญาณก็จะได้รับทุกข์เวทนา เศร้าโศกไร้ซึ่งความสุข สิ่งนี้เป็นกฎที่เกิดขึ้นเป็นกระบวนการอัตโนมัติ และผลรวมในการกระทําของดวงวิญญาณทั้งหมดก็จะเป็นตัวกําหนดสภาวะของโลกนี้ด้วยเช่นกัน หรืออาจกล่าวได้ว่า พลังของดวงวิญญาณทั้งหมดบนโลกนี้จะเป็นตัวกำหนดและส่งผลให้เกิดสภาวะแวดล้อมต่างๆขึ้นบนโลกนี้ตามกระแสของพลังดวงวิญญาณมนุษย์ที่ขึ้นและลงตามห้วงของเวลาที่เคลื่อนหมุนไปในวงจรโลก ซึ่งพระเจ้าไม่ได้มีส่วนทําให้สภาวะแวดล้อมของโลกเดินทางเข้าสู่กลียุคแต่อย่างใด!  แต่เกิดเพราะผลรวมของพลังความบริสุทธิ์ของดวงวิญญาณมนุษย์ทั้งหมดเป็นสิ่งกำหนด&#8230;<strong> </strong></span></p>
<p><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-30-at-2.21.09-PM.png"><img class="wp-image-538 aligncenter" alt="Screen Shot 2556-11-30 at 2.21.09 PM" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-30-at-2.21.09-PM.png" width="447" height="625" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>สภาวะรวมของพลังดวงวิญญาณมนุษย์ที่สูงส่งและตกต่ำ สัมพันธ์กับการหมุนวนของวงจรโลก</strong></p>
<h1><strong><br />
<span style="color: #ff0000;">ความหมายของสิ่งสร้างอันสูงส่ง 3 ประการ โดยพระเจ้า</span></strong></h1>
<pre><span style="color: #ff6600;"><strong>หน้าที่สามประการของพระเจ้าชีว่าที่ซ้อนกันอยู่หมายถึง</strong></span></pre>
<p style="text-align: justify;">          <span style="color: #000000;"><span style="color: #800080;">การสร้าง(ความจริงแล้ว คือการทําให้ของเก่านั้นกลับมาใหม่อีกครั้ง)</span> ท่านมาจัดระเบียบให้โลกกลับมาใหม่สูงส่งอีกครั้ง การสร้างไม่ได้หมายความว่าก่อสร้างบางอย่างขึ้นมาจากการที่ไม่มีสิ่งใดอยู่เลย แต่หมายความถึงการปรับปรุงศีลธรรมนํามวลมนุษย์ให้กลับมามีความสุขอีกครั้ง โดยการที่ท่านมายกระดับสติปัญญาของมนุษย์ให้สูงส่ง ด้วยน้ำทิพย์แห่งความรู้ของพระเจ้า ซึ่งเป็นการสร้างสวรรค์บนโลกใบเก่านี้อีกครั้งหนึ่ง <span style="color: #800080;">การบำรุงรักษาโลก คือการหล่อเลี้ยงบํารุงรักษาโลกที่ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ โดยผ่านมนุษย์ผู้สูงส่ง(เทพ)</span> <span style="color: #800080;">การทําลายล้างโลกเก่า คือภารกิจของพระเจ้าประการสุดท้าย เป็นการชําระดวงวิญญาณมนุษย์ให้บริสุทธิ์ เมื่อถึงเวลาที่โลกได้จมลงสู่ก้นบึ้งของสภาวะที่ไร้ศีลธรรม</span> พระเจ้าก็จะมาก่อสร้างโลกที่ถูกต้องชอบธรรมขึ้นและทําลายล้างโลกที่ไร้ศีลธรรม เพราะเป็นด้วยความเมตตาของท่านที่ไม่อาจทนเห็นลูกๆดวงวิญญาณต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในโลกนรกยุคเหล็กได้อีกต่อไป บทบาทของพระเจ้าคือ การทําให้โลกนรกยุคเหล็กจบสิ้นลงและนํายุคทองกลับมาสู่ลูกๆอีกครั้ง นี่คือ การกระทําที่สูงส่ง 3 ประการของพระเจ้าที่เรียกว่า “ตรีมรูติ”</span></p>
<pre><span style="color: #ff6600;"><strong>ไม่มีสิ่งใดๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาแล้วจะคงทนถาวรได้     </strong></span></pre>
<p style="text-align: justify;">          <span style="color: #000000;">สิ่งใดที่ถูกสร้างขึ้นมาล้วนต้องถูกทําลาย! ดั่งเช่น เมล็ดพืชที่ถูกหว่านลงไปบนท้องทุ่ง เมล็ดนั้นก็จะงอกงามเติบโตและในที่สุดก็ไปสู่จุดจบ&#8230;ถูกเก็บเกี่ยวกลายเป็นธัญญาหาร หรือแม้แต่ในสิ่งที่มนุษย์ได้วางแผนและทําตามแผนที่ได้วางไว้ เมื่อทําเสร็จแล้ว สิ่งต่างๆเหล่านั้นก็ค่อยๆ ถูกทําลายไปตามกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็น ตึกรามบ้านช่อง อาคาร เขื่อน พิพิธภัณฑ์ อนุสรณ์สถาน ฯลฯ ต่างถูกออกแบบ สร้าง แล้วก็ถูกทําลายตามกาลเวลา ดังนั้น การทํางานของพลังทั้งสามของ การสร้าง การบํารุงรักษาและการทําลายล้าง เป็นหนทางที่ดำเนินไปด้วยตัวของมันเองอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีความเจริญรุ่งเรืองใดๆที่จะคงอยู่อย่างถาวรดังเดิมได้ตลอดไป ทุกสิ่งสร้างล้วนต้องผ่านสภาวะทั้งสามนี้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรและประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ ทั้งอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในอดีตของกรีกและโรมัน ตลอดจนอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในปัจจุบันของโลกตะวันตก คือ อังกฤษและอเมริกา ฯลฯ ต่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนนี้ทั้งสิ้น</span></p>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;"><strong>เวลาแห่งการกระทําที่สูงส่งของพระเจ้า 3 ประการ</strong></span></h2>
<p><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.15.07-PM.png"><img class="wp-image-430 aligncenter" alt="Screen Shot 2556-11-24 at 2.15.07 PM" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.15.07-PM.png" width="460" height="591" /></a></p>
<p style="text-align: justify;">               <span style="color: #000000;">พระเจ้าชีว่าท่านเป็นเมล็ดของมนุษย์ชาติผู้ซึ่งมีหน้าที่ที่สูงส่ง 3 ประการ ในการสร้าง การบํารุงรักษาและการทําลายล้างในตอนจบของละครโลกในทุกๆกัลป ซึ่งเป็นเวลาที่เต็มไปด้วยความไม่ชอบธรรม ไม่มีศาสนาและไม่มีความสงบถึงขีดสุดมาถึง ท่านแสดงการกระทําหน้าที่ที่สูงส่งสามประการโดยผ่านเทพละเอียดที่สูงส่ง 3 องค์ คือ บราห์มา วิษณุ และ ชางก้า ด้วยเหตุนี้ท่านจึงถูกเรียกว่า ตรีมูรติชีว่า หรือ ผู้สร้างเทพละเอียดทั้งสาม พระเจ้าสร้างระเบียบของโลกใหม่โดยผ่านบราห์มา ทําลายล้างวิถีทางของโลกเก่าโดยผ่านชางก้า และบํารุงดูแลและรักษาโลกที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่โดยผ่านวิษณุ ซึ่งเทพทั้งสามจะสามารถเห็นได้โดยผ่านนิมิตที่สูงส่งโดยการฝึกฝนเป็นราชโยคี</span></p>
<h2><span style="color: #ff0000;"><strong>บทบาทของบราห์มา (พรหมมา-พระพรหม ตามคำเรียกทางไทย)</strong></span></h2>
<p style="text-align: justify;">               <span style="color: #000000;">คือการถ่ายทอดความรู้ของพระเจ้าและสอนราชโยคะให้กับมนุษย์ พระเจ้าชีว่าจึงลงมายังโลกมนุษย์จากที่อยู่สูงสุด(โลกวิญญาณ หรือ พารามธรรม) ท่านเป็นจุดแสงที่ปราศจากร่างและท่านเองไม่มีร่างเป็นของตน ท่านจึงอวตารลงมาใช้ร่างของมนุษย์เพื่อใช้อวัยวะพูดสื่อสารถ่ายทอดความรู้ที่สูงส่งของท่าน การเกิดหรืออวตารของท่านนั้นไม่ได้เกิดดั่งเช่นเด็กทารกในครรภ์เหมือนกับมนุษย์ทั่วไป ท่านไม่ต้องตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมที่มีวงจรของการเกิดและตาย ท่านอยู่เหนือขบวนการเกิดและการตาย ท่านอวตารลงมาในร่างของชายผู้อาวุโสมีประสบการณ์ และเป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดความรู้ของพระเจ้า</span></p>
<p style="text-align: center;"><img class=" wp-image-434 aligncenter" alt="Screen Shot 2556-11-24 at 2.24.53 PM" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.24.53-PM.png" width="380" height="506" /></p>
<p style="text-align: justify;">            <span style="color: #000000;">พระเจ้าชีว่าได้ให้ชื่อที่สูงส่งกับผู้ที่ท่านลงมาใช้ร่างว่า “ประชาปิตา บราห์มา” ร่างของประชาปิตา บราห์มา จึงมีสองดวงวิญญาณสถิตอยู่ในร่าง ดวงวิญญาณหนึ่งเป็นของบราห์มาเองและอีกดวงวิญญาณหนึ่งเป็นของดวงวิญญาณสูงสุดที่เข้าๆออกๆร่างนี้ นี่เป็นวิธีการที่พระเจ้าพ่อชีว่าได้ลงมาจากโลกวิญญาณที่ปราศจากร่างและมาสู่โลกที่มีตัวตน การลงมาที่แสนจะพิเศษสู่ร่างมนุษย์โดยพระเจ้าชีว่านี้ เรียกว่า การอวตาร (การเกิดที่สูงส่ง) ซึ่งแตกต่างจากการเกิดของดวงวิญญาณมนุษย์ทั้งหมดโดยสิ้นเชิง และจากเหตุการณ์นี้เองจึงได้มีการเฉลิมฉลองในประเทศอินเดียทุกปี นั่นคือเทศกาล “ชีพราตรี” เพื่อเป็นการระลึกถึงการลงมาของพระเจ้าชีว่า ที่ท่านมาจบสิ้นกลางคืนของความไม่รู้ และลงมาทําลายกิเลสทั้งห้า</span></p>
<p style="text-align: center;"><img class="alignnone  wp-image-435 aligncenter" alt="Screen Shot 2556-11-24 at 2.26.22 PM" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.26.22-PM.png" width="491" height="274" /></p>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;">บราห์มา เป็นผู้สร้างให้เกิด บราห์มิน</span></h2>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.28.46-PM.png"><img class="alignnone  wp-image-437 aligncenter" alt="Screen Shot 2556-11-24 at 2.28.46 PM" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.28.46-PM.png" width="482" height="150" /></a></p>
<p style="text-align: justify;">                  <span style="color: #000000;">บราห์มา (ท่านประชาปิตา บราห์มา) เป็นสิ่งสร้างอันสูงส่งประการแรกของพระเจ้า เพื่อใช้ท่านเป็นเครื่องมือในการสอนและถ่ายทอดความรู้สู่มวลมนุษยชาติในยุคบรรจบพบกันนี้ การสอนตลอดจนการดำเนินการต่างๆ ตลอดจนการสร้างสถาบันความรู้(มหาวิทยาลัยทางจิตของโลก)เพื่อให้มวลมนุษย์กลับมามีสำนึกรู้ว่าตนเป็นดวงวิญญาณเพื่อทำให้ดวงตาที่สามถูกเปิดขึ้นและได้กลับมารู้จักพ่อสูงสุดดวงวิญญาณสูงสุด รวมทั้งมาให้ความรู้ราชโยคะ นั้นถือว่าเป็นการสร้างโดยผ่านปากของ บราห์มา และมนุษย์ผู้ใดที่เข้ามารับความรู้ทำให้ดวงตาที่สามถูกเปิดออก ได้กลับมาพบกับพระเจ้าอีกครั้ง และหันมาปฏิบัติตนให้บริสุทธิ์ดั่งเช่น ท่านบราห์มา ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่า “บราห์มิน”</span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-30-at-2.19.15-PM.png"><img class=" wp-image-540 aligncenter" alt="Screen Shot 2556-11-30 at 2.19.15 PM" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-30-at-2.19.15-PM.png" width="422" height="539" /></a></p>
<p style="text-align: justify;">               <span style="color: #000000;">บราห์มา จึงเป็นผู้ให้กำเนิด “บราห์มิน” ท่านสร้างบราห์มินโดยการใช้ปากเปล่งวาจาอันเป็นความรู้สูงส่งของพระเจ้า ความรู้ที่เป็นน้ำทิพย์มาชโลมล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ใสสะอาดอีกครั้ง จะมีผู้ใดที่สามารถจะให้กำเนิดบุตรของพระเจ้าด้วยปากที่เปล่งวาจาได้บ้าง ดังนั้น “บราห์มิน” จึงเป็นสิ่งสร้างของพระเจ้าผู้ปราศจากร่างโดยผ่านเครื่องมือของท่านคือ “บราห์มา” ผู้ที่มีร่างกายหยาบในการปฏิบัติหน้าที่แทนพระเจ้าในภารกิจสร้างโลกใหม่อันสูงส่งอีกครั้ง ผู้ที่เป็นบราห์มินถูกเรียกขานว่า เป็น ผู้ที่เกิดสองครั้ง (Dwija) เพราะเป็นผู้ที่ตายไปแล้ว (สละละทิ้งชีวิตเก่าที่ตกต่ำไปสู่ชีวิตใหม่ที่สะอาดบริสุทธิ์) ขณะที่ยังมีชีวิต อยู่บนโลกนี้ ดังนั้น บราห์มินที่แท้จริง จึงมีพ่อสามคน คือ พ่อคนแรกผู้ให้กำเนิดทางร่างกาย พ่อที่สองคือ ท่านประชาปิตาบราห์มา ผู้ให้ความรู้ของพระเจ้าจนทำให้เกิดปัญญาตื่นรู้ขึ้นอีกครั้ง และพ่อที่สามก็คือ พระเจ้าชีว่า พ่อสูงสุดผู้ปราศจากร่าง พ่อผู้ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งท่านเป็นทั้งผู้สร้าง เป็นผู้กำกับและเป็นผู้เล่นละครโลกที่สูงที่สุด ทั้งนี้ เพื่อให้ละครโลกดำเนินไปสู่ภารกิจเปลี่ยนโลกนรกไปสู่โลกสวรรค์อีกครั้งโดยผ่านเครื่องมือต่างๆ ของท่าน</span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.34.35-PM.png"><img class=" wp-image-440 aligncenter" alt="Screen Shot 2556-11-24 at 2.34.35 PM" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.34.35-PM.png" width="528" height="353" /></a></p>
<h2 style="text-align: center;"> </h2>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;">บทบาทของวิษณุ</span></h2>
<p style="text-align: justify;"><img class=" wp-image-441 aligncenter" alt="Screen Shot 2556-11-24 at 2.36.23 PM" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.36.23-PM.png" width="343" height="503" /><br />
               <span style="color: #000000;">ความรู้ทางโลกทั่วไป แสดงภาพของเทพวิษณุว่าเป็นเทพผู้มี 4 แขน มีอิทธิฤทธิ์มากมายเพื่อเอาไว้บูชากราบไหว้ขอพรและร้องขอสิ่งที่ตนเองปรารถนาต่างๆ จากเทพวิษณุ แต่ความหมายที่แท้จริงของวิษณุนั้น คือรูปรวมของเทพศรีลักษมีและศรีนารายัญ เทพชายและหญิงผู้ที่เป็นจักรพรรดิณีและจักรพรรดิ์คู่แรกที่ได้ปกครองร่วมกันในยุคทอง เป็นสัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันด้วยความรักและกฎระเบียบที่สูงส่ง ทั้งคู่ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง ไร้ซึ่งความรุนแรงโดยสิ้นเชิง เปี่ยมด้วยคุณธรรมและเป็นตัวแทนของเทพที่มีร่างกายอันสูงส่ง ศรีลักษมีและศรีนารายัญเป็นผู้ปกครองสวรรค์คู่แรก ผู้ที่มีมงกุฎสองชั้น นั่นคือ มงกุฎของแสงหรือรัศมีซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์มีใจเมตตากรุณา และมงกุฎทองคําซึ่งประดับด้วยเพชรพลอยซึ่งสัญลักษณ์ของอํานาจ คือเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองตนเอง นี่คือภาพลักษณ์อันสูงสุดของความเป็นมนุษย์ที่จะปรากฏให้เห็นได้บนโลกใบนี้</span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.38.32-PM.png"><img class=" wp-image-442 aligncenter" alt="Screen Shot 2556-11-24 at 2.38.32 PM" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.38.32-PM.png" width="346" height="504" /><br />
</a></p>
<p style="text-align: justify;">                 <span style="color: #000000;">ดังนั้น ภาพวิษณุผู้มี 4 แขน จึงหมายถึง สภาวะแห่งความเป็นเทพที่สะอาดบริสุทธิ์สูงส่งของทั้งชายและหญิง เป็นสภาวะที่ละเอียดอ่อนของผู้ปฏิบัติราชโยคะจะต้องก้าวไปให้ถึง เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงนัยยะสำคัญถึงการดำรงตนของบราห์มินผู้ที่อยู่บนหนทางของครอบครัว ที่ไม่จำเป็นต้องละทิ้งครอบครัวหนีหายไป แต่สามารถดำรงตนอยู่ในหนทางแห่งปัญญาบนความรู้อันสูงส่งของพระเจ้า ก็สามารถจะอยู่ได้อย่างบริสุทธิ์สูงส่งในโลกนรกที่ตกต่ำนี้ได้ เพราะคำว่า “วิษณุ” มีความหมายถึง ผู้ที่สะอาดบริสุทธิ์</span><br />
<span style="color: #ff6600;"><strong>วิษณุผู้มีสัญลักษณ์ของเครื่องประดับสี่อย่าง</strong></span></p>
<p><span style="color: #000000;">มือทั้งสี่วิษณุ ถือเครื่องประดับสี่อย่างไว้เป็นอาวุธประจำกาย คือ สังข์ จักร คทา และดอกบัว</span></p>
<p>          <span style="color: #ff0000;">สังข์</span> เป็นสัญลักษณ์ของการถ่ายทอดความรู้ของพระเจ้า ผ่านออกมาทางคำพูดโดยใช้ปากและเสียงของตนในการขจรขจายความรู้ให้กับมวลมนุษยชาติ</p>
<p>          <span style="color: #ff0000;">จักร หรือ จักรา</span> เป็นสัญลักษณ์แห่งการไตร่ตรองความรู้ของพระเจ้าอยู่เสมอ เรื่องความรู้ทางดวงวิญญาณ ความรู้เรื่องวงจรของโลก กฎแห่งการกระทำ ฯลฯ เพื่อพิจารณา ไตร่ตรอง  ขัดเกลาและเปลี่ยนแปลงตนเองใหม่</p>
<p>          <span style="color: #ff0000;">คทา</span> เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ คทาเปรียบดั่งอาวุธที่เอาไว้ต่อสู้กับกิเลสมายาภายในตนอย่างไม่ยอมย่อท้อ  วิษณุจึงเป็นเช่นนักรบที่จะต้องรบเพื่อให้มีชัยชนะเหนือกิเลสทั้งห้า ทั้งในความคิด,คําพูดและการกระทําของตนอยู่ตลอดเวลา</p>
<p>          <span style="color: #ff0000;">ดอกบัว</span> เป็นสัญลักษณ์ของการดำรงอยู่ในวิถีชีวิตครอบครัว แม้จะอยู่ในครอบครัวทางโลกที่แวดล้อมไปด้วยกิเลส แต่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างบริสุทธิ์(พรหมจรรย์)และอยู่ได้อย่างละวาง เหมือนดั่งเช่น ดอกบัว ที่แม้จะเกิดและอยู่ท่ามกลางโคลนตม แต่ดอกบัวก็ยังสวยงามสะอาดและบริสุทธิ์ จนแม้อณูของน้ำสกปรกที่อยู่โดยรอบก็มิอาจจะซึมแทรกเข้าไปในดอกหรือใบบัวได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.40.30-PM.png"><img class=" wp-image-443 aligncenter" alt="Screen Shot 2556-11-24 at 2.40.30 PM" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.40.30-PM.png" width="398" height="503" /><br />
</a></p>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;"><strong>วิษณุ คือเป้าหมายของราชโยคะ</strong></span></h2>
<p style="text-align: justify;">                 วิษณุผู้มี 4 แขน จึงเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์สูงสุด และเป็นจุดประสงค์และเป้าหมายของการฝึกฝนราชโยคะด้วย วิษณุเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นผู้ปกครองตนเอง และปกครองอาณาประชาราษฎร์ ผู้ที่ปกครองตนเองได้เสียก่อนจึงจะไปปกครองอาณาจักรได้ วิษณุคือผู้ซึ่งได้รับการชําระให้บริสุทธิ์และเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์พร้อมที่จะก้าวไปสู่ยุคทอง วิษณุคือผู้ซึ่งจะบํารุงรักษาโลกสัตยุคที่บริสุทธิ์และใหม่(ยุคทอง) พระเจ้าชีว่ากล่าวว่า สถานภาพสูงที่สุดที่มนุษย์จะได้รับจากท่านด้วยการศึกษาราชโยคะ นั่นคือการได้เป็นเทพเช่นศรีลักษมีและศรีนารายัญ(วิษณุ)ซึ่งมีมงกุฎสองชั้น ท่านกระตุ้นมวลมนุษย์ให้เอาแบบอย่างเช่นวิษณุ คือเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติแห่งเครื่องประดับทั้งสี่และนำมาใช้ในชีวิตจริงให้ได้ ผู้ใดที่สามารถทําตามได้ก็จะได้รับสถานภาพเทพ นั่นคือ สภาวะที่สูงส่งสมบูรณ์พร้อมและมั่นคงเต็มไปด้วยความสุขในโลกใหม่(สวรรค์)</p>
<p style="text-align: justify;"> </p>
<h2><span style="color: #ff0000;"><strong>บทบาทของชางก้า (ผู้จุดไฟทำลายล้างโลกเก่า)</strong></span></h2>
<p>เมื่อโลกใหม่ยุคทองกำลังถูกก่อตั้งขึ้น ดังนั้นโลกเก่ายุคเหล็กก็จะต้องถูกทําลาย การทําลายล้างโลกเก่ายุคเหล็กซึ่งเป็นโลกนรกของกิเลสนั้นเป็นสิ่งจําเป็น มิฉะนั้นแล้วความสงบและความสุขที่สมบูรณ์ก็ไม่สามารถจะกลับมาสู่โลกนี้ได้ ความดีและความชั่วร้ายไม่สามารถจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้ ชางก้าเป็นสัญลักษณ์ของการทําลายล้างสิ่งเก่าที่สกปรกทั้งหมด เป็นผู้มาทําลายความเลวและความชั่วร้ายให้จบสิ้นเมื่อกิเลสทั้งห้าเพิ่มทวีขึ้นจนเกินจะเยียวยา ทุกๆชาติในโลกต่างขัดแย้งแย่งชิง ทะเลาะวิวาทเพราะผลประโยชน์ กลุ่มมหาอํานาจของโลกต่างซ่องสุมสะสมอาวุธร้ายแรงจำนวนมากมายในคลังแสง ด้วยความเหิมเกริมจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ อาวุธจึงถูกคิดค้นขึ้นมาอย่างมีประสิทธิภาพทําลายล้างอย่างเบ็ดเสร็จและกว้างไกล นั่นคือระเบิดนิวเคลียร์ติดหัวรบที่ทรงอานุภาพที่สามารถยิงข้ามทวีป มันจะถูกนำมาใช้ในสงครามทําลายล้างครั้งสุดท้าย โลกที่ตกต่ำนี้กําลังมาถึงจุดจบ!</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.43.18-PM1.png"><img class=" wp-image-446 aligncenter" alt="Screen Shot 2556-11-24 at 2.43.18 PM" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.43.18-PM1.png" width="385" height="489" /></a></p>
<p style="text-align: justify;">              มีภาพเขียนและคำกล่าวว่า “เมื่อเทพชางก้าเปิดตาขึ้นเมื่อใดการทำลายล้างก็จะเกิดขึ้น” ภาพนั้นแสดงให้เห็นว่าเทพชางก้าเป็นผู้ที่ปราศจากร่างเป็นผู้บำเพ็ญตบะเข้มข้น นั่งสงบนิ่งท่ามกลางกิเลสทั้งห้าซึ่งก็คืองูพิษที่ม้วนตัวอยู่รอบคอ พร้อมด้วยมีดวงตาที่สามคือดวงตาของความสมบูรณ์พร้อม พระเจ้าชีว่า กล่าวว่า “เมื่อใดที่ลูกๆผู้มีโยคะที่เข้มข้นของพลังความคิดในการเปลี่ยนแปลงโลก สมบูรณ์พร้อมในสภาวะแห่งความคิด เมื่อนั้นวัตถุธาตุจะเริ่มเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง เป็นการร่ายรำของความหายนะทางธรรมชาติ เมื่อนั้นลูกจะต้องหนักแน่นมั่นคง ชาวโลกจะอยู่ในความตื่นตระหนกเพราะดวงวิญญาณมนุษย์ไม่สามารถทำให้โลกสะอาดได้ สายลม แผ่นดิน มหาสมุทรและเปลวไฟจะทำให้โลกสะอาดด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เมื่อลูกสร้างสภาวะสมบูรณ์พร้อมผ่านการมีโยคะที่เข้มข้นได้ เมื่อนั้นก็จะมีการเปิดเผย”</p>
<h3><span style="color: #ff0000;"><strong><strong>การทําลายล้างโลกกิเลส</strong><br />
</strong></span></h3>
<p style="text-align: justify;">              มีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งระหว่างดวงวิญญาณของบราห์มาและห้วงเวลา บราห์มาและยุคแห่งการบรรจบพบกันนั้นเกิดขึ้นพร้อมกัน ถ้าไม่มีบทบาทของบราห์มาก็จะไม่มียุคแห่งการบรรจบพบกันได้ บราห์มาเป็นเครื่องมือของพระเจ้าในการสร้างบราห์มินขึ้น โดยมาให้ความรู้ของพระเจ้าและเป็นผู้ชี้บอกเวลาที่กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อบทบาทของบราห์มาที่มาใช้ร่างจบสิ้นลง บทบาทของบราห์มินทั่วโลกที่ถูกสร้างขึ้นก็จะเริ่มต้นนำเวลาแห่งการทำลายล้างเข้ามาใกล้ ด้วยการฝึกฝนพากเพียรตนเองไปสู่สภาวะที่บริสุทธิ์สมบูรณ์พร้อม</p>
<p style="text-align: justify;">             พระเจ้าชีว่า กล่าวว่า “ ผู้ที่จะบันดาลให้เกิดการทำลายล้างโลกยุคเหล็กก็คือ ลูกๆดวงวิญญาณผู้ก่อตั้ง ดังนั้นลูกจะต้องทำความเพียรเพื่อที่จะกลับไปยังโลกที่ปราศจากร่างและนำทุกคนไปกับลูก ด้วยสำนึกนี้ลูกจะต้องเป็นผู้ที่อยู่เหนือความสัมพันธ์ทั้งหมด และอยู่เหนือการดึงดูดของวัตถุธาตุทั้งมวล ลูกต้องทำลายความชั่วร้ายภายในตน ความคิดที่ไร้ประโยชน์ของตน การกระทำและความประพฤติที่เป็นลบของลูก จงอย่าได้ให้ที่พักพิงแก่พวกมัน จงเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ละวาง ถ้าในที่ชุมนุมทางดวงวิญญาณนี้แต่ละคนสามารถพัฒนาไปถึงระดับที่ไร้ร่างได้ เปลวไฟแห่งการทำลายล้างก็จะกระพือไปทุกสารทิศ เพราะด้วยไฟแห่งโยคะจะทำให้เปลวไฟแห่งการทำลายล้างถูกจุดขึ้นมา มันคือไฟแห่งการทำลายล้างและคือไฟแห่งโยคะ นัยยะสำคัญก็คือ ไฟหนึ่งถูกจุดขึ้นมาจากอีกไฟหนึ่ง ”</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.46.15-PM.png"><img class=" wp-image-447 aligncenter" alt="Screen Shot 2556-11-24 at 2.46.15 PM" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.46.15-PM.png" width="417" height="550" /></a></p>
<p style="text-align: justify;">             พ่อชีว่าเป็นผู้ซึ่งสร้างไฟบูชายัญโดยผ่านลูกๆบราห์มิน! เมื่อไฟโยคะได้ถูกจุดขึ้นเพื่องานของการก่อตั้ง ในเวลาเดียวกันเปลวไฟแห่งการทำลายล้างก็จะถูกจุดขึ้นเช่นกัน ความจริงแล้วพระเจ้าได้สร้างบราห์มินขึ้นมาพร้อมกับจุดเปลวไฟแห่งการทำลายล้างขึ้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมบราห์มินผู้เป็นไฟที่ถูกจุดจะต้องกลับมาสมบูรณ์พร้อม ก็เพื่อที่จะกลายมาเป็นรูปของไฟเหมือนกับชางก้า นั่นคือการอยู่ในสมาธิโยคะที่เข้มข้น ไฟแห่งการทำลายล้างจะเป็นไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพื่อให้ไฟนี้รุนแรงอย่างที่สุด จึงจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเหล่าดวงวิญญาณผู้เป็นเครื่องมือนี้ ด้วยพลังแห่งความคิด! ให้ตระหนักรู้เสมอว่าการให้ประโยชน์กับโลกนั้นเกี่ยวเนื่องกับทุกๆความคิดของเหล่าบราห์มิน บัดนี้&#8230;จงกลายมาเป็นรูปแห่งไฟและสร้างความคิดซึ่งจะทำให้ไฟแห่งการทำลายล้างรุนแรงขึ้น แล้วโลกแห่งความทุกข์โศกนี้จะเปลี่ยนแปลงโดยผ่านการเปลี่ยนแปลงตนเองของบราห์มินเท่านั้น      ฉะนั้นคำกล่าวว่า “เมื่อใดที่ชางก้าเปิดตาขึ้นเมื่อนั้นก็จะมีการทำลายล้างอย่างฉับพลัน” นี่เป็นคำกล่าวที่มีนัยยะสำคัญซ่อนอยู่ “ชางก้า” จึงไม่ได้เป็นสัญลักษณ์แห่งเทพผู้มีไว้เพื่อทำการสักการบูชาขอพรแต่อย่างใด แต่เป็นสภาวะของเทพที่ละเอียดอ่อนแต่ทรงพลังสูงสุด ด้วยผ่านการฝึกฝนการปฏิบัติราชโยคะอย่างบริสุทธิ์เข้มข้น และด้วยพลังโยคะที่บริสุทธิ์เข้มข้นนี้ได้แผ่กระจายออกไปสู่บรรยากาศและเป็นหนึ่งเดียวกับพลังโยคะของบราห์มินทั่วทั้งโลก เมื่อนั้นการทำลายล้างโลกเก่าในช่วงยุคแห่งการบรรจบพบกันนี้ก็จะใกล้เข้ามาทุกขณะ</p>
<p style="text-align: justify;">             พระเจ้าชีว่าได้เปิดเผยว่า เมื่อลูกเปลี่ยนแปลงตนเองไปสู่พลัง ก็จะมีผลให้ละครโลกเคลื่อนไปด้วยเช่นกัน ความหายนะอันใหญ่หลวงจะเกิดขึ้นกับมวลมนุษยชาติ ชาติที่มีการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์จะเป็นคนเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สาม ซึ่งนำมาซึ่งการทําลายล้างอย่างสิ้นเชิง เวลานี้มนุษย์ต่างเห็นถึงสงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นทั่วทั้งโลก รวมทั้งความหายนะทางธรรมชาติ เช่น พายุถล่ม น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด โรคภัยไข้เจ็บและความอดอยากยากแค้น ฯลฯ สิ่งทั้งหลายล้วนเกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์ที่ผ่านมาทั้งสิ้น จะมีความโกลาหลและตื่นตระหนกไปทั่วโลก ผู้คนจะล้มเจ็บ โรงพยาบาลจะขาดแคลน เครื่องอํานวยความสะดวกและสิ่งทั้งหลายที่มาปรนเปรอความสุขจะถูกทําลาย ธาตุของธรรมชาติกำลังบ้าคลั่งและต่อต้านมนุษย์อย่างรุนแรง ดังนั้น สิ่งสําคัญที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ยากของมนุษย์ได้ก็คือ การมีโยคะกับพระเจ้าชีว่าด้วยความรักอย่างเป็นธรรมชาติและด้วยวิธีง่ายๆ เพียงเท่านั้นที่จะทำให้คลายทุกข์ ผู้ซึ่งฝึกฝนราชโยคะกับพ่อสูงสุดจะสามารถเผชิญกับสถานการณ์อย่างปราศจากความกลัวและด้วยความแข็งแกร่ง ผู้คนทั่วไปจะเห็นฉากแห่งความหายนะแต่สำหรับผู้ที่ฝึกราชโยคะจะเห็นโลกยุคใหม่ซึ่งเป็นสวรรค์กำลังมา</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.48.03-PM.png"><img class="wp-image-448 alignnone" alt="Screen Shot 2556-11-24 at 2.48.03 PM" src="http://www.shivasomkorat.org/wp-content/uploads/2013/10/Screen-Shot-2556-11-24-at-2.48.03-PM.png" width="561" height="366" /></a></p>
<p style="text-align: justify;">              <span style="color: #ff0000;">การทําลายล้างนี้มิใช่ความโหดร้ายแต่เป็นประโยชน์ในรูปแบบที่ซ่อนเร้น ก็เพื่อปลดปล่อยดวงวิญญาณจากทุกขเวทนาและความทุกข์ทรมานของโลกเก่ายุคเหล็ก การทําลายล้างนี้เป็นการชําระล้าง เป็นการทําความสะอาดด้วยฉากละครของสงครามนิวเคลียร์ล้างโลกครั้งสุดท้าย นั่นจะเป็นการปลดปล่อยดวงวิญญาณมนุษย์ทั้งหมดบนโลกอย่างสมบูรณ์แบบ ทุกดวงวิญญาณจะได้กลับบ้านไปยังดินแดนดั้งเดิมแห่งความสงบ พารามธรรมของพวกเราเพื่อพักผ่อน! แต่ก่อนที่พวกเขาจะกลับไปได้ก็จะต้องถูกชําระบาปให้บริสุทธิ์เสียก่อนผ่านการลงโทษโดยธรรมราช หากโลกยุคเหล็กยังคงดําเนินต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง ก็ไม่อาจจะจินตนาการได้เลยว่ามวลมนุษย์จะได้รับความทุกข์เวทนาอีกมากมายสักเพียงใด? แต่การทําลายล้างนี้ไม่ใช่เป็นการกระทําโดยตรงของพระเจ้า การกระทําโดยตรงของพระเจ้านั้นคือการมาสร้างขบวนการการทําลายล้างให้เกิดขึ้นอย่างเป็นอัตโนมัติ ผ่านการกระทำอันสูงส่งทั้ง 3 (ตรีมูรติ) ท่านจะมา ปลดปล่อยให้ดวงวิญญาณทั้งหมดหลุดจากความทุกข์ทรมาน ภายหลังที่ความรุนแรงบนโลกได้เพิ่มทวีขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์แล้วเท่านั้น เมื่อโลกเก่าถูกทำลายลงแล้ว และละครโลกกัลปใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น ดวงวิญญาณเพียงน้อยนิดซึ่งเป็นเครื่องมือของพระเจ้าที่พากเพียรพยายามฝึกฝนราชโยคะในเวลานี้ ก็จะลงมาจากพารามธรรมมารับผลรางวัลด้วยการกลายเป็นเทพที่สูงส่งในยุคทอง แล้วกัลปใหม่ก็เริ่มต้นอีกครั้ง</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.shivasomkorat.org/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
